Story
หุ้น Zhipu AI จีนพุ่ง 872% ก่อนดิ่งแรง: ส่องปัจจัยบวกและลบที่นักลงทุนต้องรู้

Zhipu AI (Z.AI, HK:2513) กลายเป็นหนึ่งในหุ้นที่น่าจับตาที่สุดของปี 2026 หลังจากราคาพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล แต่ก็ตามมาด้วยการปรับฐานอย่างรุนแรง หุ้นของผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ชั้นนำของจีนรายนี้ ให้ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี (YTD) สูงถึง +872.50% แต่ขณะเดียวกันก็เผชิญกับแรงเทขายจนราคาร่วงลงกว่า -60.8% จากจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์
การพุ่งขึ้นและดิ่งลงอย่างรุนแรง
Zhipu AI ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโมเดล GLM ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อเดือนมกราคม 2026 และสร้างความร้อนแรงอย่างประวัติการณ์ โดยราคาหุ้นเคยพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 2,980 ดอลลาร์ฮ่องกง ก่อนที่จะดิ่งลงมาซื้อขายที่ระดับ 1,169 ดอลลาร์ฮ่องกงในปัจจุบัน การปรับตัวลงอย่างรวดเร็วนี้สะท้อนถึงความผันผวนอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาที่ราคาหุ้นร่วงลงไปถึง -46.22%
- ผลตอบแทน YTD: +872.50%
- ราคาลดลงจากจุดสูงสุด: -60.8%
- ราคาลดลงใน 1 เดือน: -46.22%
- มูลค่าตลาดปัจจุบัน: 523.87 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
สัญญาณเตือนเบื้องหลังการปรับฐาน
การปรับฐานอย่างรุนแรงของ Zhipu AI มีปัจจัยกระตุ้นหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นด้านการเงินของบริษัท ประการแรกคือการประกาศเพิ่มทุนมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (31.37 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง) เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม โดยการเสนอขายหุ้น 19.78 ล้านหุ้นในราคา 1,588 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาปิดก่อนหน้าถึง 13% การเสนอขายหุ้นในราคาลดลงส่งสัญญาณถึงความต้องการเงินทุนอย่างเร่งด่วน
นอกจากนี้ รายงานระบุว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน บริษัทได้ใช้เงินสุทธิที่ได้จากการเสนอขายหุ้น IPO ไปแล้วกว่า 93% ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังเข้าตลาด ซึ่งตอกย้ำถึงอัตราการใช้เงินสดที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกอยู่บ้าง เมื่อกลุ่มนักลงทุนสถาบันหลัก (Cornerstone Investors) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกองทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ได้ยืนยันที่จะถือหุ้นลงทุนในระยะยาวต่อไปหลังสิ้นสุดระยะเวลาห้ามขายหุ้น (Lock-up period)
Adมุมมองสองด้าน: ปัจจัยหนุนและปัจจัยเสี่ยง
แม้จะเผชิญกับการปรับฐาน แต่ Zhipu AI ยังคงมีความทะเยอทะยานเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน ทั้งการวิจัยและพัฒนาโมเดลภาษา GLM และการพัฒนาชิป ASIC ของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาฮาร์ดแวร์จากภายนอก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำเป็นต้องพิจารณาทั้งปัจจัยบวกและลบ
ปัจจัยบวก (Bull Case)
- เป็นผู้นำด้านการพัฒนา LLM ในประเทศจีน
- มีกลยุทธ์พัฒนาชิป AI ของตนเอง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลก
- ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนที่เชื่อมโยงกับรัฐบาล
ปัจจัยเสี่ยง (Bear Case)
- มูลค่าตลาดยังคงสูงมากสำหรับบริษัทที่ยังไม่มีกำไร และคาดว่าจะยังไม่มีกำไรในปีนี้
- อัตราการใช้เงินสดสูงมาก โดยใช้เงินจาก IPO ไปเกือบหมดแล้ว
- สภาพคล่องน่าเป็นห่วง โดยภาระผูกพันระยะสั้นสูงกว่าสินทรัพย์สภาพคล่อง
- การเพิ่มทุนครั้งล่าสุดที่ราคา 1,588 ดอลลาร์ฮ่องกง อาจสร้างแนวต้านสำคัญ เนื่องจากราคานี้สูงกว่าราคาปัจจุบันอยู่ถึงประมาณ 36%
Read next
More on หุ้น
หุ้น Foghorn Therapeutics ร่วงลงต่อเนื่องหลังความร่วมมือกับ Eli Lilly สิ้นสุดลง
หุ้นของ Foghorn Therapeutics ร่วงลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน หลังจากที่บริษัทและพันธมิตรอย่าง Eli Lilly ยุติความร่วมมือ ส่งผลให้การพัฒนาตัวยาสำคัญต้องหยุดชะงัก และนำไปสู่กระแสการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของนักวิเคราะห์จำนวนมาก

บริษัท Southport Acquisition Corp. II ระดมทุนได้ 210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก
บริษัทจัดตั้งเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ (SPAC) ขายหน่วยลงทุนจำนวน 21 ล้านหน่วย ในราคาหน่วยละ 10.00 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงการใช้สิทธิซื้อหุ้นเกินจำนวนบางส่วน โดยเงินที่ได้จากการขายจะถูกนำไปฝากไว้ในกองทุนเพื่อใช้ในการควบรวมกิจการในอนาคต

ดัชนี S&P/TSX Composite ปรับตัวขึ้นเกือบ 1% ปิดสัปดาห์ด้วยแรงหนุนจากกลุ่มวัสดุและเทคโนโลยี
ดัชนีหุ้นหลักของแคนาดาปรับตัวขึ้น 0.99% ในวันศุกร์ โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นในวงกว้างของกลุ่มวัสดุ อุตสาหกรรม และไอที การปรับตัวขึ้นนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการลดลงของความผันผวนในตลาด ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

ดัชนี Bovespa พุ่งขึ้น 2.6% สู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน จากการปรับตัวขึ้นในวงกว้าง
ดัชนีหุ้นโบเวสป้า (Bovespa) ของบราซิลปิดบวก 2.63% เมื่อวันศุกร์ แตะระดับสูงสุดในรอบสามเดือน โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของดัชนีความผันผวนของตลาดสู่ระดับสูงสุดในรอบสามปี บ่งชี้ถึงความระมัดระวังของนักลงทุนที่ซ่อนอยู่