Story
ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ รื้อคดี Teva ฟ้อง Eli Lilly กรณีละเมิดข้อตกลงยา Forteo

ศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีที่บริษัท Teva Pharmaceuticals ยื่นฟ้องร้อง Eli Lilly โดยกล่าวหาว่า Eli Lilly ละเมิดข้อตกลงยุติคดีที่เกี่ยวข้องกับยาสามัญ (generic) สำหรับรักษาโรคกระดูกพรุน Forteo คำตัดสินดังกล่าวเป็นการกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เคยสั่งยกฟ้องคดีนี้ไปก่อนหน้า
รายละเอียดคำตัดสิน
ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เขต 7 ในชิคาโก (The 7th U.S. Circuit Court of Appeals in Chicago) ได้มีคำตัดสินเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าประเด็นปัญหาเกี่ยวกับช่วงเวลาสิ้นสุดของข้อตกลงยุติคดีนั้น ไม่สามารถตัดสินให้เป็นคุณแก่ Eli Lilly ได้โดยอาศัยเพียงแค่ข้อความในสัญญาและคำฟ้องเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ คณะผู้พิพากษา 3 คนจึงได้ส่งคดีกลับไปยังศาลรัฐบาลกลางในรัฐอินเดียนาเพื่อดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป การรื้อฟื้นคดีครั้งนี้สร้างความไม่แน่นอนทางกฎหมายขึ้นมาใหม่ให้กับ Eli Lilly หลังจากที่คดีเคยถูกยกฟ้องไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา
ที่มาของข้อพิพาท
ข้อพิพาททางกฎหมายนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2016 เมื่อ Eli Lilly ฟ้องร้อง Teva โดยอ้างว่ายาสามัญของ Forteo ที่ Teva พัฒนาขึ้นนั้นละเมิดสิทธิบัตรของตน อย่างไรก็ตาม ทั้งสองบริษัทได้บรรลุข้อตกลงยุติคดีกันในปี 2018 ซึ่งอนุญาตให้ Teva สามารถเปิดตัวยาสามัญได้เร็วที่สุดในปี 2019
Adจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2020 เมื่อองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ได้อนุมัติให้สิทธิผูกขาดทางการตลาด (exclusivity) แก่ยา Forteo ของ Eli Lilly เพิ่มเติมอีก 3 ปี ทำให้ Teva ไม่สามารถเปิดตัวยาของตนได้ตามแผน และเพิ่งได้วางจำหน่ายในเดือนธันวาคม 2023 Teva จึงยื่นฟ้อง Eli Lilly ในปี 2024 โดยอ้างว่าการขยายเวลาสิทธิดังกล่าวเป็นการหน่วงเหนี่ยวการเปิดตัวยาของตนอย่างไม่เป็นธรรมและถือเป็นการละเมิดข้อตกลงที่ทำไว้
ผลกระทบต่อนักลงทุน
การกลับมาของคดีนี้หมายความว่า Eli Lilly อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะต้องจ่ายค่าเสียหาย หากศาลตัดสินว่าบริษัทละเมิดข้อตกลงและทำให้ Teva เสียโอกาสทางธุรกิจจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท ในทางกลับกัน หาก Teva เป็นฝ่ายชนะคดี ก็อาจได้รับเงินชดเชยสำหรับรายได้ที่สูญเสียไป
นักลงทุนในทั้งสองบริษัทควรจับตาความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายในศาลชั้นต้นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลลัพธ์สุดท้ายของคดีนี้อาจมีนัยสำคัญทางการเงิน และสะท้อนถึงความซับซ้อนของข้อตกลงด้านสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมยา