Story
ช่องทางโลจิสติกส์เบื้องหลัง นำสินค้า Amazon และ Walmart สู่ผู้บริโภคในแอฟริกา

ผู้บริโภคในทวีปแอฟริกาสามารถเข้าถึงสินค้าจากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Amazon และ Walmart ได้มากขึ้น ผ่านเครือข่ายบริษัทตัวกลางด้านการส่งต่อพัสดุที่กำลังเติบโต ซึ่งช่วยแก้ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น เช่น การไม่มีที่อยู่ที่เป็นทางการ หรือการเข้าไม่ถึงบริการธนาคารแบบดั้งเดิม
กลไกของตัวกลาง: สะพานเชื่อมสู่ตลาดโลก
บริษัทตัวกลางเหล่านี้ เช่น Afrety สตาร์ทอัพสัญชาติเซเนกัล และ Aramex บริษัทโลจิสติกส์ระดับโลก ได้สร้างระบบที่ช่วยให้ผู้ซื้อในแอฟริกาสามารถสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีนได้โดยตรง โมเดลธุรกิจนี้ทำงานโดย:
- การให้ที่อยู่คลังสินค้าในต่างประเทศ: ผู้ซื้อจะได้รับที่อยู่ของคลังสินค้าในประเทศต้นทางเพื่อใช้ในการสั่งซื้อ
- การรวบรวมและจัดส่ง: สินค้าหลายรายการจะถูกรวบรวมไว้ที่คลังสินค้า ก่อนจะแพ็กใหม่และจัดส่งมายังแอฟริกา
- การชำระเงินที่ยืดหยุ่น: รองรับการชำระเงินผ่านบริการเงินมือถือ (Mobile Money) ซึ่งเป็นที่นิยมในภูมิภาค สำหรับลูกค้าที่ไม่มีบัตรเครดิต
- การจัดส่งถึงที่หมาย: เมื่อพัสดุมาถึง จะมีการใช้บริการขนส่งท้องถิ่น เช่น มอเตอร์ไซค์และรถตู้ ซึ่งใช้ระบบ GPS ในการนำทางเพื่อจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้า
นายซูอาเน ดิยอป ซีอีโอของ Afrety เปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า บริษัทเติบโตจากการขนส่งทางอากาศ 4-5 เมตริกตัน และทางทะเล 2-3 ตู้คอนเทนเนอร์ ต่อสัปดาห์ ขณะที่ Aramex ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่กว่า ก็มองว่าแอฟริกาใต้สะฮาราเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุด
โอกาสและความท้าทายของตลาด
AdAramex ตั้งเป้าที่จะเพิ่มรายได้จากการขนส่งสินค้ามายังภูมิภาคนี้เป็นสองเท่าภายในปี 2030 โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า ของเล่น และเครื่องจักรกลการเกษตร อย่างไรก็ตาม ตลาดอีคอมเมิร์ซในแอฟริกายังคงมีความท้าทายอยู่มาก
TechCabal Insights บริษัทที่ปรึกษา ระบุว่าการเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ และแม้ว่าอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะอยู่ที่ประมาณ 43% ของประชากร 1.5 พันล้านคน แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีกำลังซื้อเพียงพอสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์ ยกเว้นแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค โดยข้อมูลจาก Mastercard แสดงให้เห็นว่าปริมาณการค้าปลีกออนไลน์เติบโตเกือบ 35% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้ Amazon และ Walmart เริ่มเข้าไปดำเนินงานโดยตรงแล้ว
การแข่งขันที่ทวีความรุนแรง
นอกเหนือจากบริษัทตัวกลางแล้ว ตลาดแอฟริกายังมีการแข่งขันจากผู้เล่นรายอื่น Jumia ซึ่งมักถูกเรียกว่า "Amazon แห่งแอฟริกา" ดำเนินธุรกิจใน 8 ประเทศ และกำลังเผชิญกับการแข่งขันจากยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของจีนอย่าง Temu และ Shein โดย Jumia ใช้กลยุทธ์การปรับบริการให้เข้ากับท้องถิ่น เช่น การเปิดศูนย์ช่วยเหลือและจุดรับสินค้าในพื้นที่ชนบท
ผู้บริหารจากทั้ง Jumia และ Aramex มองว่าไนจีเรียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสุด โดย Aramex ได้เปิดคลังสินค้าแห่งใหม่ในไนจีเรียเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่ Jumia รายงานว่าธุรกิจในไนจีเรียเติบโตขึ้นประมาณ 50% ในไตรมาสล่าสุดของปี 2025 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลในตลาดนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีโอกาสเติบโตอีกมหาศาล
Read next
More on หุ้น
FTC สั่งให้ Walmart, Uber และ Delta เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดราคาตามบุคคล
คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) เรียกร้องให้บริษัทขนาดใหญ่ 9 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทชั้นนำในธุรกิจค้าปลีก การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (gig economy) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการใช้ข้อมูลผู้บริโภคในการกำหนดราคาสินค้าและค่าจ้างรายบุคคล

Google เปิดตัวโมเดล AI Gemini 4 Carbon เพื่อเสริมศักยภาพด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
Google บริษัทในเครือ Alphabet ได้เปิดตัว Gemini 4 Carbon ซึ่งเป็นโมเดล AI รุ่นล่าสุดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง เช่น การตรวจจับช่องโหว่และการสร้างโค้ดที่ปลอดภัย การเปิดตัวครั้งนี้เป็นการเพิ่มการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ในตลาด AI สำหรับองค์กร

หุ้น Oracle พุ่งขึ้นหลังจากเปิดเผยเป้าหมายรายได้ 225 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับปี 2030
หุ้นของ Oracle พุ่งขึ้นอย่างมากหลังจากที่บริษัทได้นำเสนอแนวโน้มทางการเงินระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายรายได้ต่อปีอย่างน้อย 225 พันล้านดอลลาร์ภายในปีงบประมาณ 2030 ซึ่งขับเคลื่อนโดยธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังขยายตัว

แหล่งข่าวระบุว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบข้อตกลงซื้อกิจการ Hugging Face มูลค่า 12.9 พันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ท่ามกลางการสอบสวนด้านการผูกขาดทางการค้าในวงกว้าง
มีรายงานว่ากระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบแผนการเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์ม AI Hugging Face มูลค่า 12.93 พันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนการผูกขาดทางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการดำเนินงานในตลาดของบริษัทผู้ผลิตชิปรายนี้