Story
JPMorgan ชี้ Bitcoin อาจมีแรงหนุนแซงหน้าทองคำ หากนักลงทุนเลิกป้องกันความเสี่ยง

JPMorgan (JPM) เผยแพร่บทวิเคราะห์ที่ระบุว่า กองทุน Bitcoin ETF อาจได้รับแรงสนับสนุนด้านราคาที่แข็งแกร่งกว่าทองคำ หากนักลงทุนตัดสินใจที่จะยุติการใช้สถานะป้องกันความเสี่ยง (de-hedging) เช่น การปิดสถานะขาย (short position) หรือการลดการถือครองพุทออปชัน (put option) สมมติฐานนี้ไม่ได้คาดการณ์ว่า Bitcoin จะเข้ามาแทนที่ทองคำ แต่เป็นการวิเคราะห์เชิงลึกถึงความแตกต่างในโครงสร้างการถือครองและกลยุทธ์ของนักลงทุนในตลาด ETF ของสินทรัพย์ทั้งสองประเภท
โครงสร้างการป้องกันความเสี่ยงที่แตกต่าง
บทวิเคราะห์ของ JPMorgan ซึ่งนำโดยทีมนักวิเคราะห์ของ Nikolaos Panigirtzoglou ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนใน Bitcoin ETF มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการป้องกันความเสี่ยงมากกว่านักลงทุนในกองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันประเด็นนี้
- สัดส่วนการทำชอร์ตเซลล์ (Short Interest): กองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock มีสัดส่วนการทำชอร์ตเซลล์เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่กองทุน SPDR Gold ETF (GLD) กลับมีสัดส่วนลดลง
- ออปชัน (Options): อัตราส่วนสถานะคงค้างของพุทออปชันต่อคอลออปชัน (put-to-call open interest ratio) ของ IBIT อยู่ในระดับที่สูงกว่า GLD
การที่นักลงทุนถือสถานะขายควบคู่ไปกับการถือครอง ETF หมายความว่าหากความเชื่อมั่นในตลาดกลับมาเป็นบวกและนักลงทุนต้องการปิดสถานะขาย พวกเขาจำเป็นต้อง ซื้อหุ้น ETF คืน เพื่อปิดสถานะดังกล่าว ซึ่งจะสร้างแรงซื้อและช่วยพยุงราคาโดยตรง ในทางกลับกัน การลดการถือครองพุทออปชันมีผลทางอ้อมน้อยกว่าและไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การซื้อ ETF โดยตรงเสมอไป
กระแสเงินทุนที่ผันผวน
Adแม้ว่าสินทรัพย์ทั้งสองประเภทจะได้รับความสนใจในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินด้อยค่า (debasement trade) โดยเฉพาะหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม แต่ข้อมูลรายสัปดาห์จาก SoSoValue กลับเผยให้เห็นภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น
ข้อมูลระบุว่าระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม ถึง 4 กันยายน กองทุน ETF ทั้งสองประเภทมีเงินทุนไหลเข้ารวมกันประมาณ 4.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายสัปดาห์ล่าสุดกลับมีแนวโน้มเงินทุนไหลออกสุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยสัปดาห์ล่าสุด (ณ วันที่ 16 กันยายน) มีเงินไหลออกสุทธิสูงถึง 586.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังคงมีความผันผวนสูงในระยะสั้น
เงื่อนไขและปัจจัยที่ต้องจับตา
สมมติฐานของ JPMorgan จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อพฤติกรรมของนักลงทุนเปลี่ยนจากการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงไปสู่ความเชื่อมั่นในการถือครองระยะยาวมากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยมหภาค เช่น ทิศทางอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ ยังคงมีอิทธิพลสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin
สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดที่จะยืนยันสมมติฐานนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การที่ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นในวันใดวันหนึ่ง แต่ต้องเป็นการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ใน ETF อย่างมีเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับหลักฐานที่แสดงว่านักลงทุนกำลังลดสถานะป้องกันความเสี่ยงลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะบ่งชี้ว่านักลงทุนมีความมั่นใจที่จะถือครอง Bitcoin โดยไม่จำเป็นต้องมีการป้องกันความเสี่ยงมากเท่าเดิม และนั่นคือบทพิสูจน์สำคัญว่า Bitcoin ได้รับการสนับสนุนที่แข็งแกร่งกว่าทองคำจริงหรือไม่
Read next
More on หุ้น
FTC สั่งให้ Walmart, Uber และ Delta เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดราคาตามบุคคล
คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) เรียกร้องให้บริษัทขนาดใหญ่ 9 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทชั้นนำในธุรกิจค้าปลีก การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (gig economy) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการใช้ข้อมูลผู้บริโภคในการกำหนดราคาสินค้าและค่าจ้างรายบุคคล

Google เปิดตัวโมเดล AI Gemini 4 Carbon เพื่อเสริมศักยภาพด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
Google บริษัทในเครือ Alphabet ได้เปิดตัว Gemini 4 Carbon ซึ่งเป็นโมเดล AI รุ่นล่าสุดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง เช่น การตรวจจับช่องโหว่และการสร้างโค้ดที่ปลอดภัย การเปิดตัวครั้งนี้เป็นการเพิ่มการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ในตลาด AI สำหรับองค์กร

หุ้น Oracle พุ่งขึ้นหลังจากเปิดเผยเป้าหมายรายได้ 225 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับปี 2030
หุ้นของ Oracle พุ่งขึ้นอย่างมากหลังจากที่บริษัทได้นำเสนอแนวโน้มทางการเงินระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายรายได้ต่อปีอย่างน้อย 225 พันล้านดอลลาร์ภายในปีงบประมาณ 2030 ซึ่งขับเคลื่อนโดยธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังขยายตัว

แหล่งข่าวระบุว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบข้อตกลงซื้อกิจการ Hugging Face มูลค่า 12.9 พันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ท่ามกลางการสอบสวนด้านการผูกขาดทางการค้าในวงกว้าง
มีรายงานว่ากระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบแผนการเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์ม AI Hugging Face มูลค่า 12.93 พันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนการผูกขาดทางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการดำเนินงานในตลาดของบริษัทผู้ผลิตชิปรายนี้