Story
ราคาทองคำร่วงหนัก สัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเฟดและวิกฤตพลังงานกดดัน แต่ Wall Street ยังมองเป้า 5,000 ดอลลาร์

Summary
ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากท่าทีสายเหยี่ยวของธนาคารกลางสหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรที่ทำไว้ตั้งแต่ต้นปีใกล้หายไปทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยหนุนมุมมองเชิงบวกในระยะยาว
ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้กำไรที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปีแทบจะหายไปทั้งหมด ปัจจัยหลักมาจากการส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
ปัจจัยกดดันจากเฟดและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร
ท่าทีของประธานเฟดในการประชุมประจำปีที่ Jackson Hole ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าภารกิจหลักยังคงเป็นการควบคุมเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมีนัยสำคัญ ความเห็นดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ โดยข้อมูลจาก FedWatch Tool ของ CME Group ชี้ว่าความน่าจะเป็นได้พุ่งสูงถึง 66%
การคาดการณ์ดังกล่าวได้ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับขึ้นสู่ระดับ 4.798% และอายุ 2 ปี อยู่ที่ 4.369% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทน ได้เพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดแรงเทขายทางเทคนิคและกดดันให้ราคาทองคำร่วงลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ซึ่งเป็นสัญญาณลบในทางเทคนิค
ราคาน้ำมันและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ซ้ำเติม
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) และ WTI ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกจะกลับมาอีกครั้ง
Adความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นนี้เองที่ไปสนับสนุนแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟดต่อไป สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการสร้างแรงกดดันซ้ำสองต่อราคาทองคำ ทั้งจากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่สูงขึ้น และความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจทำให้ธนาคารกลางต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานาน
มุมมองระยะยาวยังคงเป็นบวก
แม้ว่าในระยะสั้นทองคำจะเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้าน แต่นักวิเคราะห์ใน Wall Street หลายสำนักยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาว โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 4 ประการ ได้แก่
- การขาดดุลงบประมาณอย่างมหาศาลของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์
- การลดลงของอำนาจซื้อของเงินดอลลาร์ในระยะยาว
- แนวโน้มที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเข้าซื้อทองคำ เพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรอง
- การที่นักลงทุนรายย่อยและสถาบันยังคงมีสัดส่วนการลงทุนในทองคำที่ต่ำมาก
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Citi และ Goldman Sachs ยังคงคาดการณ์ว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า โดยให้เหตุผลว่าความกังวลด้านหนี้สินของสหรัฐฯ และความเสี่ยงเชิงระบบในระยะยาว จะเป็นปัจจัยผลักดันให้นักลงทุนหันกลับมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่แท้จริง
Read next
More on สินค้าโภคภัณฑ์
ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าข้าวสาลีลดลงจากการขายทางเทคนิค เนื่องจากราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง
ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าข้าวสาลีชิคาโกปรับตัวลดลงเล็กน้อยในวันพุธ โดยได้รับแรงกดดันจากการขายทางเทคนิคที่เชื่อมโยงกับการลดลงของราคาน้ำมันดิบ แม้ว่าการขาดทุนจะถูกจำกัดด้วยความกังวลเรื่องอุปทานทั่วโลกที่ยังคงมีอยู่

ราคาน้ำตาลดิบล่วงหน้าลดลง เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลกระทบต่อความต้องการเอทานอล
ราคาน้ำตาลดิบล่วงหน้าปรับตัวลดลงเล็กน้อย เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงทำให้การผลิตเอทานอลมีกำไรน้อยลง ส่งผลให้โรงงานต่างๆ หันมาผลิตน้ำตาลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาได้รับแรงหนุนจากคาดการณ์ว่าผลผลิตทางการเกษตรในภูมิภาคสำคัญๆ จะลดลง

บริษัท Continental Resources ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท PDVSA ของเวเนซุเอลา เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำมันโอริโนโก
บริษัท Continental Resources ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นกับบริษัทน้ำมันของรัฐบาลเวเนซุเอลา PDVSA เพื่อร่วมกันพัฒนาแหล่งน้ำมันในแถบน้ำมันโอริโนโก ซึ่งคาดว่ามีปริมาณน้ำมันสำรองถึง 30 พันล้านบาร์เรล

ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าถั่วเหลืองปรับตัวสูงขึ้นจากความหวังเกี่ยวกับการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน
ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าถั่วเหลือง CBOT ปิดสูงขึ้นในวันพุธ โดยได้รับแรงหนุนจากข่าวการประชุมที่วางแผนไว้ระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และจีน ซึ่งทำให้เกิดความคาดหวังว่าความต้องการส่งออกจะแข็งแกร่งขึ้น