Story
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า หลังข้อมูลเงินเฟ้อสูงกว่าคาด

Summary
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เตรียมเผชิญกับการทดสอบครั้งสำคัญจากการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นบททดสอบสำคัญต่อภาวะกระทิงของตลาด โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากดัชนีหลักทั้งสามปิดตลาดในแดนลบสำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะมีการดีดตัวขึ้นในวันศุกร์ก็ตาม
ภาพรวมตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดล่าสุด ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ร่วงลง 1.6% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.8% และดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลงประมาณ 0.7% ซึ่งเป็นการปิดลบรายสัปดาห์ครั้งแรกในรอบสามสัปดาห์ของ Nasdaq
อย่างไรก็ตาม ในการซื้อขายวันศุกร์ ตลาดสามารถพลิกกลับมาปิดในแดนบวกได้ โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 509.19 จุด หรือ 0.98% ปิดที่ 52,573.29 จุด ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 0.86% และ 0.96% ตามลำดับ การดีดตัวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากดัชนีทั้งสามปรับตัวลดลงติดต่อกันสี่วันทำการ ซึ่งเป็นสถิติการลดลงต่อเนื่องยาวนานที่สุดของดาวโจนส์นับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน
การคาดการณ์การตัดสินใจของเฟด
ตลาดการเงินกำลังจับตามองการประชุมเฟดอย่างใกล้ชิด โดยคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าคณะกรรมการฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง การคาดการณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้นหลังจากข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือนสิงหาคม ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน เพิ่มขึ้น 0.3% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
Adข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ตลาดซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยเฟด (Fed funds futures) บ่งชี้ความน่าจะเป็นมากกว่า 80% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จากระดับปัจจุบันที่ 3.5%-3.75% การคาดการณ์นี้ยังได้รับแรงหนุนจากถ้อยแถลงในเชิงสนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงิน (Hawkish) ของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด เมื่อเดือนที่แล้ว
ผลกระทบต่อตลาดและมุมมองนักวิเคราะห์
การคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยได้ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond yields) ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี แตะระดับ 4.99% ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบสามปี ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยมาปิดที่ 4.97%
ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนเฝ้าจับตาคือ สัญญาณจากเฟดว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นเพียงครั้งเดียว (one-off move) หรือเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรการคุมเข้มนโยบายที่ยาวนานขึ้น โดยนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินต่างๆ ได้ให้ความเห็นไว้ดังนี้:
- JPMorgan: ระบุว่า "วงจรการขึ้นดอกเบี้ยที่ไม่รุนแรง (a shallow hiking cycle) น่าจะอยู่ในระดับที่ตลาดหุ้นสามารถจัดการได้" แต่หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้งและตลาดเริ่มคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย 4-5 ครั้ง ตลาดหุ้นอาจเผชิญกับแรงกดดันด้านลบอย่างมีนัยสำคัญ
- Bank of America: เตือนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่อ่อนแอตามฤดูกาลและอาจถึงเวลาสำหรับการปรับฐาน (pullback) โดยชี้ว่าปีนี้มีการปรับฐานเพียง 5% แค่ครั้งเดียว เทียบกับค่าเฉลี่ยที่สามครั้งต่อปี
- Deutsche Bank: คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยรวม 75 basis points โดยแบ่งเป็นการขึ้นครั้งละ 25 basis points ในเดือนกันยายน ธันวาคม และมีนาคมปีหน้า
Read next
More on หุ้น
Beretta Holding จ่อเพิ่มสัดส่วนหุ้นใน Sturm Ruger เป็น 25% ตามรายงาน
Beretta Holding มีแผนจะยื่นข้อเสนอเพื่อเพิ่มการถือหุ้นใน Sturm, Ruger & Co. ผู้ผลิตอาวุธปืนในสหรัฐฯ จากปัจจุบันที่ 9.93% เป็น 25% ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถแต่งตั้งกรรมการบริหารได้ 2 คน

Capricorn Energy ตอบรับข้อเสนอเทคโอเวอร์ฉบับปรับปรุงจาก DNO
Capricorn Energy บริษัทพลังงานที่จดทะเบียนในอังกฤษ ตกลงยอมรับข้อเสนอซื้อกิจการฉบับปรับปรุงจาก DNO บริษัทน้ำมันของนอร์เวย์ โดยเพิ่มสัดส่วนเงินสดในข้อตกลงมูลค่ารวม 396 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

BOJ จ่อขึ้นดอกเบี้ย: วิเคราะห์หุ้นกลุ่มเด่นและกลุ่มเสี่ยงในตลาดญี่ปุ่น
ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย. ซึ่งจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มการเงิน แต่สร้างแรงกดดันต่อกลุ่มผู้ส่งออกจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น

หุ้น Genscript Biotech พุ่งกว่า 16% หลังประกาศจับมือ Eli Lilly พัฒนาแพลตฟอร์มยา AI
ราคาหุ้น Genscript Biotech ทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งในตลาดฮ่องกง ขานรับข่าวความร่วมมือกับ Eli Lilly ในการใช้ AI เพื่อเร่งการค้นคว้ายาใหม่ ประกอบกับปัจจัยหนุนจากการระดมทุนครั้งล่าสุด