Story
นักวิเคราะห์ชี้ แรงเทขายชิป AI เป็นปฏิกิริยาเกินจริง ยันซัพพลายเชนไร้สัญญาณชะลอตัว

แรงเทขายในกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สำหรับ AI ที่เกิดขึ้นล่าสุดเป็นปฏิกิริยาที่เกินจริงและเกิดจากความเข้าใจผิดต่อนัยของบทความจาก CEO ของ Anthropic ตามความเห็นของนักวิเคราะห์ ซึ่งยืนยันว่าการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานไม่พบสัญญาณการชะลอตัวของคำสั่งซื้อฮาร์ดแวร์แม้แต่น้อย
การเทขายที่เกิดจากความเข้าใจผิด
ตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะผู้ผลิตชิป AI อย่าง NVIDIA (NVDA), AMD (AMD) และ Broadcom (AVGO) เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หลังจากบทความของ Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ถูกตีความว่าเป็นการเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนาขีดความสามารถของ AI สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนกังวลว่าอาจนำไปสู่การลดลงของความต้องการชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI
อย่างไรก็ตาม KC Rajkumar นักวิเคราะห์จาก Lynx Equities Strategies ระบุในบทวิเคราะห์ของเขาว่าปฏิกิริยาของตลาดนั้นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนโดยพื้นฐาน เขาย้ำว่าจากการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ไม่พบหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ถึงการชะลอตัว
ไม่พบสัญญาณชะลอตัวในซัพพลายเชน
Rajkumar ยืนยันว่าการตรวจสอบของเขาไม่พบสัญญาณลบใดๆ ในทุกภาคส่วนของห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์:
- ไม่มีการชะลอตัวในการส่งมอบ GPU
- ไม่มีการยกเลิกคำสั่งซื้อหน่วยความจำและแฟลช
- ไม่มีการยกเลิกคำสั่งซื้อที่ TSMC และบริษัท OSAT (Outsourced Semiconductor Assembly and Test)
- ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตารางการส่งมอบของบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์
- ไม่มีการหยุดชะงักในระบบนิเวศของชิ้นส่วนกายภาพ
นักวิเคราะห์ยังชี้ไปที่เนื้อหาในบทความของ Amodei เองว่า "ไม่มีส่วนไหนในบทความที่เรียกร้องให้ชะลอการติดตั้งฮาร์ดแวร์" และยังอ้างคำพูดของ Amodei ที่ว่า "การกำหนดจังหวะ ไม่ได้หมายถึงการหยุดการฝึกโมเดลหรือความก้าวหน้าทางเทคนิค"
Adปัจจัยมหภาคคือแรงกดดันที่แท้จริง
Rajkumar ให้ความเห็นว่าแรงกดดันที่แท้จริงต่อหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ AI ไม่ได้มาจากความคิดของผู้นำในอุตสาหกรรม แต่มาจากปัจจัยลบเชิงมหภาค 2 ประการ คือ แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดด้านการส่งออกชิประหว่างสหรัฐฯ-จีน และ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าของหุ้นเติบโตสูง
มุมมองนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากหากการเทขายมีสาเหตุจากปัจจัยมหภาคแทนที่จะเป็นความต้องการที่ลดลง ก็หมายความว่าปัจจัยพื้นฐานและโอกาสการลงทุนในหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
จับตาทิศทางดอกเบี้ยจากการประชุม FOMC
สำหรับแนวโน้มในระยะสั้น ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของหุ้นกลุ่มนี้คือการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในวันที่ 16-17 กันยายนนี้ Rajkumar คาดการณ์ว่าหากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างกว้างขวาง พร้อมกับการสื่อสารทิศทางนโยบายที่ชัดเจน อาจช่วยลดความผันผวนในตลาดพันธบัตรและเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มนี้ได้
ในทางกลับกัน หากผลการประชุมออกมาในเชิงรุก (Hawkish) มากกว่าที่คาด หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็มีแนวโน้มที่จะสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ AI ต่อไป โดยไม่เกี่ยวข้องกับบทความของ CEO Anthropic แต่อย่างใด
Read next
More on หุ้น
FTC สั่งให้ Walmart, Uber และ Delta เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดราคาตามบุคคล
คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) เรียกร้องให้บริษัทขนาดใหญ่ 9 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทชั้นนำในธุรกิจค้าปลีก การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (gig economy) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการใช้ข้อมูลผู้บริโภคในการกำหนดราคาสินค้าและค่าจ้างรายบุคคล

Google เปิดตัวโมเดล AI Gemini 4 Carbon เพื่อเสริมศักยภาพด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
Google บริษัทในเครือ Alphabet ได้เปิดตัว Gemini 4 Carbon ซึ่งเป็นโมเดล AI รุ่นล่าสุดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง เช่น การตรวจจับช่องโหว่และการสร้างโค้ดที่ปลอดภัย การเปิดตัวครั้งนี้เป็นการเพิ่มการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ในตลาด AI สำหรับองค์กร

หุ้น Oracle พุ่งขึ้นหลังจากเปิดเผยเป้าหมายรายได้ 225 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับปี 2030
หุ้นของ Oracle พุ่งขึ้นอย่างมากหลังจากที่บริษัทได้นำเสนอแนวโน้มทางการเงินระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายรายได้ต่อปีอย่างน้อย 225 พันล้านดอลลาร์ภายในปีงบประมาณ 2030 ซึ่งขับเคลื่อนโดยธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังขยายตัว

แหล่งข่าวระบุว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบข้อตกลงซื้อกิจการ Hugging Face มูลค่า 12.9 พันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ท่ามกลางการสอบสวนด้านการผูกขาดทางการค้าในวงกว้าง
มีรายงานว่ากระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบแผนการเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์ม AI Hugging Face มูลค่า 12.93 พันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนการผูกขาดทางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการดำเนินงานในตลาดของบริษัทผู้ผลิตชิปรายนี้