Story
SK Hynix ท้าชิง Micron: ใครคือผู้ชนะในสมรภูมิชิปหน่วยความจำ AI

การเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ของ SK Hynix เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2026 ด้วยมูลค่า 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการระดมทุนของบริษัทต่างชาติครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ได้จุดประกายคำถามสำคัญว่า ใครจะเป็นผู้คว้าโอกาสจากวัฏจักรขาขึ้นของชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ระหว่างผู้นำตลาดจากเกาหลีใต้กับคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Micron จากสหรัฐฯ
อุปทานขาดแคลน หนุนวัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่
ภาพรวมของอุตสาหกรรมชี้ชัดว่าความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI นั้นมีมหาศาลและจะยังคงเติบโตต่อไปในอนาคตอันใกล้ โดย UBS คาดการณ์ว่ารายได้รวมของอุตสาหกรรมหน่วยความจำจะสูงถึง 9.92 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 และ 1.76 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2027 และคาดว่าอุตสาหกรรม DRAM จะยังคงอยู่ในภาวะขาดแคลนอุปทานไปจนถึงปี 2028 เป็นอย่างน้อย
นาย Kwak Noh-jung ซีอีโอของ SK Hynix ได้ตอกย้ำภาพดังกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมว่า "เราคาดว่าปีหน้า (2027) จะเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมในด้านอุปทาน ความต้องการของลูกค้ายังคงเพิ่มขึ้น ในขณะที่กำลังการผลิตของเรามีจำกัด" เขายังคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะยังคงสูงกว่าอุปทานไปจนถึงหลังปี 2030 ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจในการกำหนดราคาที่แข็งแกร่งของผู้ผลิตทั้งอุตสาหกรรม
SK Hynix ผู้นำตลาด HBM ท้าชิง Micron ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ
เมื่อพิจารณาเฉพาะตลาดหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชิป AI พบว่า SK Hynix เป็นผู้นำที่ชัดเจน โดยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 56%-58% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับ Nvidia อย่างไรก็ตาม Micron และ Samsung ก็กำลังไล่ตามมาติดๆ โดยมีส่วนแบ่งตลาดใกล้เคียงกันที่ประมาณ 21%-22%
ในขณะเดียวกัน Micron ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2026 ที่น่าประทับใจ ด้วยรายได้ 4.146 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 346% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 84.9% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูงขึ้น เช่น HBM และ DRAM สำหรับศูนย์ข้อมูล
Adภูมิรัฐศาสตร์และ "Made in USA" ปัจจัยชี้ขาด
แม้ SK Hynix จะเป็นผู้นำตลาด HBM แต่หุ้นกลับซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Forward P/E) ประมาณ 5.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่า Micron ที่ซื้อขายอยู่ที่ 7 เท่า ความแตกต่างนี้ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์
Micron ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันได้รับประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ เช่น กฎหมาย CHIPS Act และแรงกดดันให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต้องจัดหาชิ้นส่วนจากพันธมิตรหรือภายในประเทศ ทำให้ Micron กลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าสำหรับนักลงทุนสถาบันที่ต้องพิจารณาปัจจัยด้านความมั่นคงของชาติ ในทางกลับกัน SK Hynix ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและความซับซ้อนในการเปรียบเทียบข้อมูลทางการเงิน ซึ่งการเข้าจดทะเบียนในสหรัฐฯ ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะลด "ส่วนลดหุ้นเกาหลี" (Korean discount) ดังกล่าว
สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตา
สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือการรายงานผลประกอบการ โดย SK Hynix มีกำหนดรายงานในวันที่ 29 กรกฎาคม 2026 ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 63.45 ล้านล้านวอน ส่วน Micron จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ในช่วงปลายเดือนกันยายน โดยบริษัทได้คาดการณ์รายได้ไว้ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก
โดยสรุป ทั้งสองบริษัทต่างมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน SK Hynix มีความโดดเด่นในด้านส่วนแบ่งตลาด HBM ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับ Nvidia และการประเมินมูลค่าที่ถูกกว่า ในขณะที่ Micron ได้เปรียบในด้านภูมิรัฐศาสตร์ แรงหนุนจากนโยบายในประเทศ และผลประกอบการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด การแข่งขันครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนจะให้น้ำหนักกับปัจจัยใดมากกว่ากันระหว่างผู้นำตลาดในราคาที่ถูกกว่า หรือแชมป์ของสหรัฐฯ ที่มาพร้อมกับพรีเมียม
Read next
More on หุ้น
FTC สั่งให้ Walmart, Uber และ Delta เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดราคาตามบุคคล
คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) เรียกร้องให้บริษัทขนาดใหญ่ 9 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทชั้นนำในธุรกิจค้าปลีก การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (gig economy) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการใช้ข้อมูลผู้บริโภคในการกำหนดราคาสินค้าและค่าจ้างรายบุคคล

Google เปิดตัวโมเดล AI Gemini 4 Carbon เพื่อเสริมศักยภาพด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
Google บริษัทในเครือ Alphabet ได้เปิดตัว Gemini 4 Carbon ซึ่งเป็นโมเดล AI รุ่นล่าสุดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง เช่น การตรวจจับช่องโหว่และการสร้างโค้ดที่ปลอดภัย การเปิดตัวครั้งนี้เป็นการเพิ่มการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ในตลาด AI สำหรับองค์กร

หุ้น Oracle พุ่งขึ้นหลังจากเปิดเผยเป้าหมายรายได้ 225 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับปี 2030
หุ้นของ Oracle พุ่งขึ้นอย่างมากหลังจากที่บริษัทได้นำเสนอแนวโน้มทางการเงินระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายรายได้ต่อปีอย่างน้อย 225 พันล้านดอลลาร์ภายในปีงบประมาณ 2030 ซึ่งขับเคลื่อนโดยธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังขยายตัว

แหล่งข่าวระบุว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบข้อตกลงซื้อกิจการ Hugging Face มูลค่า 12.9 พันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ท่ามกลางการสอบสวนด้านการผูกขาดทางการค้าในวงกว้าง
มีรายงานว่ากระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบแผนการเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์ม AI Hugging Face มูลค่า 12.93 พันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนการผูกขาดทางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการดำเนินงานในตลาดของบริษัทผู้ผลิตชิปรายนี้