Story
สถิติราคาน้ำมันครึ่งปีหลัง: โอกาสชนะ 60% อาจไม่เป็นจริงในปีเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

Summary
ข้อมูลในอดีตชี้ว่าราคาน้ำมันมักปรับตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี แต่สถิติเฉพาะในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ สร้างความไม่แน่นอนให้นักลงทุนท่ามกลางปัจจัยด้านอุปทานและภูมิรัฐศาสตร์
ราคาน้ำมันดิบกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ว่าข้อมูลในอดีตจะบ่งชี้ถึงแนวโน้มเชิงบวก แต่สถิติเฉพาะในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กลับแสดงภาพที่แตกต่างออกไป ทำให้นักลงทุนในภาคพลังงานต้องจับตาสมดุลระหว่างอุปสงค์ตามฤดูกาลและปัจจัยเสี่ยงมหภาคอย่างใกล้ชิด
สถิติในอดีตชี้สองทาง
ข้อมูลที่รวบรวมโดย TradeWave แสดงให้เห็นว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาหน้าต่างการลงทุน 60 วันนับจากต้นเดือนกรกฎาคม ราคาน้ำมันดิบ WTI ให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 6 ใน 10 ปี คิดเป็น อัตราการชนะ 60% โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ +9.9%
อย่างไรก็ตาม ปี 2026 มีความพิเศษตรงที่เป็นปีแห่งการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (U.S. midterm election year) ซึ่งข้อมูลจาก TradeWave ชี้ว่าเมื่อพิจารณาเฉพาะปีที่มีลักษณะเดียวกัน อัตราการชนะในช่วง 60 วันดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 50% และให้ ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบที่ -1.7% สถิตินี้บ่งชี้ถึงแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูร้อน ก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวในกรอบเวลา 90 วัน
ประวัติศาสตร์ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความผันผวนอย่างรุนแรงของตลาดน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลัง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือปี 2008 ที่ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นสูงสุดใกล้ 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม ก่อนจะดิ่งลงต่ำกว่า 40 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคมจากวิกฤตการเงินโลก ในทางกลับกัน ปี 2007 และ 2021 เป็นปีที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังจากวินัยด้านอุปทานและการฟื้นตัวของอุปสงค์
ปัจจัยหนุนและปัจจัยกดดันในปัจจุบัน
นอกเหนือจากสถิติตามฤดูกาล ตลาดในปีนี้ยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยเฉพาะหน้า โดยรายงานแนวโน้มพลังงานระยะสั้น (Short-Term Energy Outlook) ฉบับเดือนกรกฎาคม 2026 ของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การผลิตน้ำมันทั่วโลก พร้อมกับคาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยของน้ำมันเบรนท์จะลดลงในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบในอดีตที่อุปทานมักจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
Adมุมมองของนักวิเคราะห์สะท้อนถึงแรงกดดันด้านอุปทาน Robert Yawger ผู้อำนวยการฝ่ายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านพลังงานของ Mizuho กล่าวกับ Reuters ว่า "ดูเหมือนว่ากลุ่มผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียกำลังเตรียมพร้อมสำหรับสงครามราคา" อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ ดังที่เห็นได้จากการที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 5% ในวันที่ 8 กรกฎาคม หลังจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้ง ซึ่งตอกย้ำว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถลบล้างแนวโน้มทางสถิติได้เสมอ
เหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา
นักลงทุนและผู้ค้าในตลาดพลังงานกำลังจับตาสองวันสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง:
- 21 กรกฎาคม 2026: วันหมดอายุของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ WTI เดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่ผู้ค้าจะทำการต่ออายุสัญญา (roll over) ไปยังเดือนกันยายน การเคลื่อนไหวของราคาในช่วงนี้จะสะท้อนมุมมองของนักลงทุนสถาบันต่อทิศทางตลาดในอนาคต
- 1 สิงหาคม 2026: กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) มีกำหนดเพิ่มกำลังการผลิต 188,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดในช่วงเวลาที่อุปสงค์จากการเดินทางในฤดูร้อนเริ่มชะลอตัวลงตามปกติ
ด้วยราคาน้ำมัน WTI ที่ซื้อขายในกรอบ 52 สัปดาห์ระหว่าง 54.98 ถึง 117.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทิศทางของตลาดในช่วงที่เหลือของปีจะขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มโอเปกพลัสจะรักษาวินัยด้านการผลิตได้หรือไม่ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกหรือไม่ และแนวโน้มเชิงลบทางสถิติของปีเลือกตั้งกลางเทอมจะเกิดขึ้นจริงอีกครั้งหรือไม่