Story

หุ้น Netflix และ Intel ร่วง ขณะที่ WD-40 พุ่งแรงจากผลประกอบการแกร่ง

ENTHMSVIIDZHZH-TWJAKOHI
Jul 10, 20261 min read
หุ้น Netflix และ Intel ร่วง ขณะที่ WD-40 พุ่งแรงจากผลประกอบการแกร่ง

Summary

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันศุกร์เผชิญความผันผวน โดยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Netflix และ Intel ปรับตัวลงจากปัจจัยเฉพาะตัว ขณะที่หุ้นอย่าง WD-40 และ Weyerhaeuser ได้รับแรงหนุนจากการประกาศผลประกอบการและการปรับอันดับความน่าลงทุน

Text size
Background

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในการซื้อขายวันศุกร์มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในหุ้นหลายกลุ่ม โดยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เผชิญแรงกดดัน ขณะที่หุ้นบางตัวในกลุ่มอื่นปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากปัจจัยบวกเฉพาะตัว

หุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่ปรับตัวลง

หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ (Mega-Cap) ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงในวันศุกร์ นำโดย Netflix (NFLX) ที่ร่วงลง 3.13% หลังจากมีรายงานจาก Wall Street Journal ว่าบริษัทกำลังพิจารณาขยายบริการไปสู่การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ (Live TV) และการขายบริการแบบแพ็กเกจพ่วง (Bundles)

ในขณะเดียวกัน หุ้นในกลุ่มผู้ผลิตชิปก็เผชิญแรงขายเช่นกัน:

  • Intel Corp (INTC): ปรับตัวลง 2.93%
  • Marvell Technology Group (MRVL): ลดลง 2.92%
  • Lam Research Corp (LRCX): ลดลง 2.31%

ปัจจัยเฉพาะตัวหนุนและฉุดราคาหุ้น

Sample IUX Markets – In-articleAd

สำหรับหุ้นในกลุ่มอื่นๆ ความเคลื่อนไหวของราคาได้รับอิทธิพลจากข่าวสารเฉพาะของแต่ละบริษัท ทั้งในเชิงบวกและลบ

หุ้นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น

  • WD-40 Company (WDFC): ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงถึง 15.93% หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ดีเกินคาด พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี
  • Jackson Financial (JXN): หุ้นปรับตัวขึ้น 7.11% หลังจาก Jefferies ปรับเพิ่มอันดับความน่าลงทุน โดยให้เหตุผลจากแนวโน้มเชิงบวกของตลาดทุน
  • Weyerhaeuser (WY): ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 4.42% หลังได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าลงทุนจาก Raymond James ซึ่งมองว่าราคาหุ้นอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

หุ้นที่เผชิญแรงกดดัน

  • Fermi America LLC (FRMI): ราคาหุ้นดิ่งลงหนักที่สุดถึง 15.1% หลังบริษัทประกาศแผนการเสนอขายหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 350 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิม (Dilution Effect)
  • Arrowhead Research Corp (ARWR): ปรับตัวลดลง 6.82% ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (Large-Cap)
Back to latest news

LATEST