Story
Jefferies ชี้โอกาสซื้อหุ้นพลังงานยุโรป หลังความขัดแย้งในอิหร่านสร้างความแตกต่างในตลาด

Summary
Jefferies เผยว่าความขัดแย้งในอิหร่านทำให้หุ้นพลังงานยุโรปแยกตัวออกจากกันอย่างชัดเจน โดยสร้างโอกาสการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่ราคาปรับตัวลงสวนทางกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
บริษัทหลักทรัพย์ Jefferies เปิดเผยบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า ความขัดแย้งในอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้ส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานของยุโรปมีความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันอย่างมาก สถานการณ์ดังกล่าวสร้างโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นบางตัว โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ราคาปรับตัวลงแม้ปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง
ความเคลื่อนไหวที่แตกต่างในตลาด
Jefferies ระบุว่า นักลงทุนได้ให้รางวัลกับบริษัทที่ถูกมองว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน หุ้นพลังงานขนาดใหญ่หลายตัวกลับมีราคาซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นตามปัจจัยพื้นฐาน ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างหุ้นที่ปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับแนวโน้มผลประกอบการที่ดีขึ้น และหุ้นที่ถูกเทขายมากเกินไป (oversold) ทั้งที่มีความเสี่ยงจากการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในระดับต่ำ
ในกลุ่มบริษัทน้ำมันครบวงจร (Integrated oil companies) หุ้นที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น ได้แก่:
- Neste Oyj: ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 33% นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากราคาดีเซลที่แข็งแกร่งขึ้นและกฎระเบียบด้านเชื้อเพลิงหมุนเวียนที่เอื้ออำนวย
- Repsol: ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 17% จากแนวโน้มการซื้อหุ้นคืนที่เพิ่มขึ้นและโอกาสทางธุรกิจในเวเนซุเอลา
- Equinor ASA: ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 13% จากราคาก๊าซในยุโรปที่สูงขึ้นและทิศทางกลยุทธ์ที่ชัดเจนขึ้น
หุ้นที่ถูกมองข้ามและโอกาสการลงทุน
Adในทางตรงกันข้าม Jefferies ชี้ว่าหุ้นพลังงานรายใหญ่หลายตัวกลับมีราคาปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานจะยังคงแข็งแกร่งก็ตาม โดยระบุว่าหุ้นเหล่านี้เป็นโอกาสในการเข้าซื้อเนื่องจากราคาอยู่ในภาวะ "oversold"
- Shell PLC: ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ หลังจากการเข้าซื้อสินทรัพย์ของ ARC Resources ช่วยยืดอายุแหล่งสำรองพลังงานและเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงการ Canada LNG
- TotalEnergies SE: ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม oversold เช่นกัน โดย Jefferies ระบุว่าพอร์ตการลงทุนที่หลากหลายของบริษัทได้ช่วยลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
- กลุ่มสำรวจและผลิต (E&P): หุ้นอย่าง Serica Energy, Harbour Energy และ Kosmos Energy ถูกมองว่ามีราคาต่ำเกินไป แม้ว่าบริษัทเหล่านี้จะมีงบดุลและสภาพคล่องที่แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงมีความคืบหน้าในโครงการเชิงกลยุทธ์
โอกาสในกลุ่มบริการบ่อน้ำมัน
Jefferies ยังได้เน้นย้ำถึงโอกาสในกลุ่มบริษัทผู้ให้บริการบ่อน้ำมัน (Oilfield service) เช่น Maire, Technip Energies, GTT และ TechnipFMC ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวได้ไม่ดีนัก แม้จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างจำกัดและมีปริมาณคำสั่งซื้อในระดับสูง
บทวิเคราะห์ระบุว่า บริษัทเหล่านี้อาจได้รับประโยชน์หากการใช้จ่ายเพื่อการฟื้นฟูในภูมิภาคเร่งตัวขึ้นเมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายลง โดยสรุปแล้ว ความแตกต่างของราคาหุ้นสะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงของนักลงทุนว่าบริษัทใดควรมีมูลค่าเพิ่มจากปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งได้สร้างโอกาสในการเลือกลงทุนในหุ้นพลังงานทั่วยุโรป