Story
Fitch ปรับแนวโน้มเครดิต Moody’s เป็น 'บวก' ชี้สถานะการเงินแข็งแกร่งและกระแสเงินสดเติบโต

Summary
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของ Moody’s Corporation เป็น 'บวก' จากเดิม 'คงที่' สะท้อนสถานะผู้นำตลาดที่แข็งแกร่ง กระแสเงินสดอิสระที่ขยายตัว และนโยบายการเงินที่สม่ำเสมอ
ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ประกาศยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารระยะยาว (Long-Term Issuer Default Rating) ของ Moody’s Corporation (NYSE:MCO) ที่ระดับ 'BBB+' พร้อมทั้งปรับแนวโน้มอันดับเครดิตขึ้นเป็น 'บวก' (Positive) จากเดิมที่ 'คงที่' (Stable) ซึ่งส่งสัญญาณถึงโอกาสในการปรับขึ้นอันดับเครดิตในอนาคต
นอกจากนี้ ฟิทช์ยังได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารระยะสั้นและตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-Term IDR and commercial paper) ที่ระดับ 'F1'
ปัจจัยหนุนการปรับแนวโน้ม
การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นบวกมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากสถานะทางการเงินและตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งของ Moody’s ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก
ฟิทช์ระบุถึงปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่:
Ad- ตำแหน่งผู้นำตลาด: สถานะที่แข็งแกร่งในธุรกิจจัดอันดับเครดิตทั่วโลก
- กระแสเงินสดอิสระ: ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระที่เติบโตอย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง
- การกระจายรายได้: ความสำเร็จในการขยายธุรกิจไปสู่บริการอื่น โดยเฉพาะ Moody’s Analytics ซึ่งปัจจุบันสร้างรายได้ประจำ (recurring revenue) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของรายได้รวมทั้งหมด ช่วยลดการพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจจัดอันดับเพียงอย่างเดียว
- นโยบายการเงิน: การดำเนินนโยบายทางการเงินที่สม่ำเสมอและมีวินัย
สถานะการเงินและมุมมองในอนาคต
ณ สิ้นปี 2025 Moody's มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อ EBITDA (EBITDA leverage) อยู่ที่ 1.7 เท่า บริษัทมีเงินสดในงบดุลมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ พร้อมด้วยวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้ และโครงการตราสารหนี้ระยะสั้นมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์
ฟิทช์คาดการณ์ว่า Moody's จะยังคงสามารถรักษาอัตรากำไร EBITDA ให้อยู่ในระดับสูงกว่า 50% และควบคุมอัตราส่วนหนี้สินต่อ EBITDA ให้อยู่ต่ำกว่า 2.0 เท่า ได้ในอนาคต ขณะเดียวกันคาดว่าบริษัทจะยังคงนโยบายการคืนผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนต่อไป โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน สำหรับนักลงทุน การปรับแนวโน้มเป็น 'บวก' ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อความมั่นคงทางการเงินและศักยภาพการเติบโตของบริษัทในระยะกลาง