Story
Bosch เริ่มผลิตชิปตัวอย่างที่โรงงานในสหรัฐฯ แห่งแรก เสริมแกร่งซัพพลายเชนในประเทศ

Bosch (บ๊อช) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของเยอรมนี ได้เริ่มการผลิตชิปตัวอย่างที่โรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งแรกในสหรัฐอเมริกาแล้ว นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานการผลิตชิปซิลิคอนคาร์ไบด์ในประเทศ ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 225 ล้านดอลลาร์ กับกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ
การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความพยายามของภาคอุตสาหกรรมในการสร้างซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่นและตั้งอยู่ใกล้กับฐานการผลิตมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักดังที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก
รายละเอียดการลงทุนและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล
โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองโรสวิลล์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่ง Bosch ได้เข้าซื้อกิจการมาจาก TSI Semiconductors ในปี 2023 และได้ทำการปรับปรุงใหม่ด้วยงบลงทุนรวม 2 พันล้านดอลลาร์ โดยเงินทุนส่วนหนึ่งมาจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ผ่านโครงการ CHIPS Program Office ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมาย CHIPS and Science Act ปี 2022 เพื่อส่งเสริมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ
ฮาวเวิร์ด ลัทนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะพัฒนาซัพพลายเชนที่มั่นคงภายในสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจ
ความสำคัญของชิปซิลิคอนคาร์ไบด์
Adชิปซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide) แตกต่างจากชิปที่ใช้ในระบบอินโฟเทนเมนต์หรือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ โดยมีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
ชิปประเภทนี้ช่วยให้การส่งกำลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไปยังมอเตอร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดการสูญเสียพลังงานและความร้อน ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้ามีระยะทางการขับขี่ที่ไกลขึ้นและใช้เวลาชาร์จน้อยลง นอกจากนี้ ชิปดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้ในศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ยานยนต์ไฮบริด และการใช้งานด้านการทหารได้อีกด้วย
กลยุทธ์และแผนการในอนาคต
พอล โธมัส ประธานและซีอีโอของ Bosch ในอเมริกาเหนือ เปิดเผยกับ Reuters ว่า ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) เป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้บริษัทเพิ่มการลงทุนในภาคส่วนชิปของสหรัฐฯ เนื่องจากผู้ผลิตต้องการซัพพลายเชนในประเทศที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้
Bosch คาดว่าจะเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในปลายปีนี้ และได้เปิดเผยแผนการลงทุนเพิ่มเติมในสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 7.5 พันล้านดอลลาร์ จนถึงปี 2031 เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินงานของบริษัทในภูมิภาคนี้ต่อไป