Story
ตลาดหุ้นเอเชียร่วงสวนทางราคาน้ำมันพุ่ง หลังความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียปะทุ

Summary
หุ้นเอเชียปรับตัวลดลงในวันจันทร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นกว่า 3% จากความกังวลด้านอุปทาน หลังมีรายงานการสู้รบที่รุนแรงขึ้นในอ่าวเปอร์เซียและอิหร่านอ้างว่าได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียปรับตัวลดลงในวันจันทร์ สวนทางกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง หลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับรายงานที่ว่าอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อกลับมาสร้างแรงกดดันต่อตลาดอีกครั้ง
ราคาน้ำมันพุ่ง-สินทรัพย์เสี่ยงร่วง
ความกังวลด้านอุปทานน้ำมันส่งผลให้ราคาทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในการซื้อขายช่วงเช้า โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้น 3.3% สู่ระดับ 78.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 3.4% แตะที่ 73.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงกดดันดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้น:
- ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น ปรับตัวลดลง 1.0%
- ดัชนี MSCI ของหุ้นเอเชียแปซิฟิกนอกญี่ปุ่น ลดลง 0.2%
- สัญญาล่วงหน้า S&P 500 และ Nasdaq futures ปรับตัวลง 0.3% และ 0.5% ตามลำดับ ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มการเปิดตลาดในแดนลบของสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ซึ่งถูกมองว่าเป็นดัชนีชี้วัดสำหรับกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก ปรับตัวลง 0.4% หลังจากที่ร่วงลงไปแล้วเกือบ 8% ในสัปดาห์ก่อนหน้า
ความกังวลเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยกลับมา
Adการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันได้จุดประกายความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอาจกลับมาเร่งตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านตลาดพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้น 2 basis points สู่ระดับ 4.59%
การคาดการณ์เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยได้หนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยดัชนีดอลลาร์ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 101.12 ในทางกลับกัน สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงเล็กน้อยสู่ระดับ $1.1403 เนื่องจากยุโรปต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศมากกว่าสหรัฐฯ ส่วนราคาทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ปรับตัวลดลง 1.1% สู่ระดับ 4,076 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงกดดันของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น
นักลงทุนจับตาฤดูผลประกอบการ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนกำลังจับตาการเริ่มต้นฤดูกาลประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มต้นในสัปดาห์นี้ นำโดยกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Netflix และบริษัทอุตสาหกรรมอย่าง General Electric
นอกจากนี้ ตลาดยังรอคอยการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ในวันอังคาร ซึ่งอาจให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของเฟด หลังจากประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช มีกำหนดจะแถลงต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรก