Story
อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ตอบโต้การโจมตีทางอากาศ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง

กองทัพอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐอเมริกาในหลายประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการตอบโต้การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ในจังหวัดทางตอนใต้และตะวันออกของอิหร่าน การกระทำดังกล่าวได้ทำลายข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินมาเป็นเวลาสามสัปดาห์ และทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดขึ้นอย่างมาก
เหตุการณ์โจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านกำลังจัดพิธีฝังศพอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับ ซึ่งถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อันเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน
การตอบโต้ทางทหารสั่นคลอนข้อตกลงหยุดยิง
กองทัพอิหร่านแถลงผ่านสื่อของรัฐว่าได้เปิดฉากโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot ของสหรัฐฯ ในคูเวต, สถานีเตือนภัยล่วงหน้าในกาตาร์ และคลังเชื้อเพลิงของกองทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน นอกจากนี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามยังระบุว่าได้ยิงขีปนาวุธ 10 ลูก โจมตีฐานทัพอากาศอัซรัคในจอร์แดน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังสหรัฐฯ
ทางการคูเวตรายงานว่ากองทัพสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธร่อน 1 ลูก ขีปนาวุธแบบทิ้งตัว 3 ลูก และโดรน 10 ลำได้ โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 รายจากเศษซากที่ตกลงมา ขณะที่จอร์แดนรายงานว่าสกัดกั้นขีปนาวุธได้ 8 ลูกโดยไม่มีรายงานความเสียหาย
การโจมตีของอิหร่านเป็นการตอบโต้ปฏิบัติการของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (U.S. Central Command) ที่ระบุว่าได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านประมาณ 90 แห่ง ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศและคลังเก็บขีปนาวุธ โดยสื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 รายและบาดเจ็บ 78 ราย
ผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซและตลาดน้ำมัน
Adความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอีกครั้งได้สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานน้ำมันทั่วโลกก่อนเกิดสงคราม กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่านกล่าวว่าการแทรกแซงของสหรัฐฯ กำลังขัดขวางการเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง และยืนยันว่าการเปิดช่องแคบจะต้องอยู่ภายใต้การจัดการของอิหร่านเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ โต้แย้งว่าอิหร่านไม่ได้ควบคุมเส้นทางเดินเรือดังกล่าว และระบุว่าสหรัฐฯ ได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งเรือพาณิชย์กว่า 800 ลำ และน้ำมันดิบ 380 ล้านบาร์เรล ผ่านช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม
ความกังวลว่าการสู้รบจะกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในช่วงแรก ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
บริบททางการเมืองและความพยายามทางการทูต
สถานการณ์ที่บานปลายสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งพรรครีพับลิกันของเขากำลังจะเผชิญกับการเลือกตั้งกลางเทอม ท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงและความไม่พอใจของประชาชนต่อสงครามที่ยืดเยื้อ แม้ว่าทรัมป์จะประกาศว่า "การหยุดยิงสิ้นสุดลงแล้ว" แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อีกรายหนึ่งกล่าวว่า "การเจรจาทางเทคนิคยังคงดำเนินต่อไป"
ในขณะเดียวกัน หลายประเทศในภูมิภาคได้พยายามเรียกร้องให้มีการลดความตึงเครียด โดยกาตาร์ได้ประณามการโจมตีเรือพาณิชย์และเรียกร้องให้กลับสู่แนวทางการทูต ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของตุรกีและโอมานได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงการขยายวงของความขัดแย้งทางทหาร