Story
ศาลสหรัฐฯ สั่งห้ามแคลิฟอร์เนียเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผู้สืบทอด 23andMe กรณีข้อมูลรั่วไหล

Summary
ผู้พิพากษาศาลล้มละลายของสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่ารัฐแคลิฟอร์เนียไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายเป็นตัวเงินจาก Chrome Holding Co ซึ่งเป็นบริษัทที่รับช่วงต่อจาก 23andMe ได้ โดยอ้างอิงจากแผนการฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลาย
ผู้พิพากษาศาลล้มละลายของสหรัฐฯ มีคำสั่งห้ามไม่ให้รัฐแคลิฟอร์เนียเรียกร้องค่าเสียหายเป็นตัวเงินจากบริษัทผู้สืบทอดกิจการของ 23andMe จากกรณีข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่ในปี 2023 ที่ส่งผลกระทบต่อลูกค้าประมาณ 6.9 ล้านราย คำตัดสินดังกล่าวเป็นการปกป้อง Chrome Holding Co ซึ่งเป็นบริษัทใหม่ จากการฟ้องร้องของรัฐที่ต้องการเรียกค่าปรับทางแพ่งมูลค่าหลายล้านดอลลาร์
รายละเอียดคำตัดสินของศาล
ตามคำตัดสินของผู้พิพากษา ไบรอัน วอลช์ (Brian Walsh) แห่งศาลล้มละลายในเซนต์หลุยส์ แผนการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 11 (Chapter 11) ของ 23andMe ได้จำกัดสิทธิ์ของรัฐแคลิฟอร์เนียในการเรียกร้องค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินจาก Chrome Holding Co และบริษัทในเครือ
ศาลได้กำหนดให้รัฐแคลิฟอร์เนียต้องถอนฟ้องคดีที่ยื่นต่อศาลสูงซานฟรานซิสโกเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม หรือแก้ไขคำฟ้องเพื่อตัดข้อเรียกร้องค่าเสียหายทางการเงินออกไปภายใน 14 วัน อย่างไรก็ตาม คำสั่งศาลยังคงเปิดช่องให้รัฐสามารถดำเนินการเพื่อเรียกร้องการเยียวยาในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินได้
ผลกระทบต่อการฟ้องร้องของรัฐ
คำตัดสินนี้นับเป็นความพ่ายแพ้ของ ร็อบ บอนตา (Rob Bonta) อัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ยื่นฟ้องโดยกล่าวหาว่า 23andMe เพิกเฉยต่อคำเตือนว่าระบบของบริษัทถูกบุกรุกและพยายามลดทอนความรุนแรงของเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล
Adฝั่งอัยการสูงสุดได้โต้แย้งว่าศาลล้มละลายไม่มีอำนาจห้ามการบังคับใช้กฎหมายของรัฐในศาลของรัฐ แต่ผู้พิพากษาวอลช์ไม่เห็นด้วย โดยชี้ว่ารัฐแคลิฟอร์เนียเป็นหนึ่งในคู่ความของคดีล้มละลายและมีโอกาสคัดค้านเขตอำนาจศาลแล้ว แต่ไม่ได้ทำในขณะนั้น
เบื้องหลังการล้มละลายและการปรับโครงสร้าง
23andMe ได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากเจ้าหนี้ตามมาตรา 11 ในเดือนมีนาคม 2025 หลังจากเผชิญกับผลกระทบจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล ต่อมาสินทรัพย์ของบริษัทถูกซื้อไปโดย TTAM Research Institute ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ควบคุมโดย แอนน์ วอยชิตสกี (Anne Wojcicki) ผู้ร่วมก่อตั้ง 23andMe ในราคา 305 ล้านดอลลาร์
คำตัดสินของศาลครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ศาลได้อนุมัติการจัดตั้งกองทุนเพื่อชดเชยค่าเสียหายแก่ลูกค้าส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ โดยล่าสุดศาลได้อนุมัติการจ่ายเงินเพิ่มเติม 32.46 ล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดรวมการจ่ายเงินชดเชยจากกองทุนนี้อยู่ที่ 46.75 ล้านดอลลาร์