Story
หุ้น Voestalpine พุ่งแรงกว่า 6% หลัง JPMorgan ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุน 2 ขั้น ชี้รับอานิสงส์มาตรการเหล็ก EU

หุ้นของ Voestalpine AG (VOES) ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่สัญชาติออสเตรีย พุ่งขึ้นอย่างโดดเด่น 6.3% สู่ระดับ 43.36 ยูโร ในการซื้อขายล่าสุด ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการที่ JPMorgan ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนถึงสองขั้น (double-upgrade) โดยชี้ว่ามาตรการปกป้องการนำเข้าเหล็กของสหภาพยุโรปที่เพิ่งมีผลบังคับใช้จะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่ออุตสาหกรรม
JPMorgan พลิกมุมมองต่อหุ้นเหล็กยุโรป
บทวิเคราะห์จาก Dominic O’Kane นักวิเคราะห์ของ JPMorgan ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนสำหรับหุ้น Voestalpine จาก "Underweight" (ลดน้ำหนักการลงทุน) เป็น "Overweight" (เพิ่มน้ำหนักการลงทุน) ซึ่งเป็นการกลับมุมมองอย่างสิ้นเชิงจากที่เคยให้ไว้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม
การตัดสินใจครั้งนี้มีปัจจัยหลักมาจากมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม มาตรการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อลดภัยคุกคามจากการแข่งขันของเหล็กราคาถูกจากเอเชีย โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:
- ลดโควตานำเข้าเหล็กปลอดภาษีลงกว่า 40%
- เพิ่มอัตราภาษีสำหรับเหล็กที่นำเข้านอกโควตาเป็นสองเท่า สู่ระดับ 50%
นอกเหนือจาก Voestalpine แล้ว JPMorgan ยังได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนของ Salzgitter ซึ่งเป็นบริษัทเหล็กสัญชาติเยอรมันสู่ระดับ "Overweight" และปรับเพิ่ม ArcelorMittal เป็น "Neutral" (คงน้ำหนักการลงทุน) สะท้อนถึงการประเมินแนวโน้มเชิงบวกต่อภาคอุตสาหกรรมเหล็กในยุโรปโดยรวม
Adปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มผลประกอบการ
ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ Voestalpine เองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในครั้งนี้ โดยในงบการเงินปีล่าสุด บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า แตะระดับ 424 ล้านยูโร และสามารถลดหนี้สินสุทธิลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี
สำหรับแนวโน้มในอนาคต บริษัทได้คาดการณ์กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) สำหรับปีงบประมาณ 2026/27 ว่าจะอยู่ที่ระหว่าง 1.60-1.85 พันล้านยูโร
การตอบสนองของตลาด
การปรับตัวขึ้นของราคาหุ้น Voestalpine ในครั้งนี้ถือเป็นผลมาจากปัจจัยเฉพาะตัวและเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นหลัก สะท้อนจากการที่ดัชนี ATX ของออสเตรียเคลื่อนไหวในกรอบแคบใกล้เคียงระดับเดิม การปรับเพิ่มคำแนะนำจากธนาคารเพื่อการลงทุนที่มีอิทธิพลสูงอย่าง JPMorgan ถือเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทรงพลัง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นได้ปรับตัวลงมาจากจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 49.28 ยูโร ทำให้นักลงทุนมีเหตุผลพื้นฐานใหม่ในการกลับเข้ามาพิจารณาลงทุนอีกครั้ง