Story
หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ผันผวน: Microsoft-Starbucks พุ่งแรง สวนทาง Meta-Teladoc ที่ร่วงหนักหลังเผยงบ

Summary
ภาพรวมการซื้อขายนอกเวลาทำการของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แสดงทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน Microsoft และ Starbucks ราคาพุ่งขึ้นจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ขณะที่ Meta และ Teladoc เผชิญแรงเทขายอย่างหนักจากความกังวลด้านต้นทุนและแนวโน้มที่อ่อนแอ
การซื้อขายนอกเวลาทำการของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน หลังจากบริษัทชั้นนำหลายแห่งรายงานผลประกอบการรายไตรมาส โดยหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภคบางส่วนปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากผลกำไรที่น่าประทับใจ ขณะที่บางส่วนเผชิญแรงเทขายอย่างหนักจากความกังวลของนักลงทุนต่อแนวโน้มในอนาคต
กลุ่มที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภคหลายตัวปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด
- Microsoft (MSFT): หุ้นปรับตัวขึ้น 2% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ของปีงบประมาณที่สูงกว่าคาดการณ์ โดยมีกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ $4.74 และรายได้รวม $90.01 พันล้านดอลลาร์ ปัจจัยหนุนสำคัญคือการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจคลาวด์ โดยรายได้จาก Azure พุ่งขึ้นถึง 43% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- Starbucks (SBUX): ราคาหุ้นทะยานขึ้น 11% จากผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก ทั้งในด้านกำไรและรายได้ โดยมีปัจจัยสำคัญจากยอดขายสาขาเดิมทั่วโลก (same-store sales) ที่เติบโตถึง +7.9% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ +5.73%
- Fortinet (FTNT): หุ้นบริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์พุ่งขึ้น 10% หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่ง พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการตลอดทั้งปี สะท้อนถึงความต้องการที่สูงในผลิตภัณฑ์และบริการด้านความปลอดภัยขององค์กร
- Lam Research (LRCX): หุ้นผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้น 7% หลังรายงานผลประกอบการและแนวโน้มในไตรมาสถัดไปที่สูงกว่าคาดการณ์อย่างชัดเจน โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอุปกรณ์สำหรับผลิตชิป AI และหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM)
- Chipotle Mexican Grill (CMG): หุ้นเพิ่มขึ้น 7% หลังจากรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่ง และบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมและแผนการขยายสาขาใหม่ในปี 2026
กลุ่มที่เผชิญแรงเทขาย
Adในทางกลับกัน หุ้นเทคโนโลยีและบริการสุขภาพบางส่วนกลับร่วงลงอย่างหนักจากความกังวลด้านต้นทุนและแนวโน้มผลประกอบการที่อ่อนแอ
- Meta Platforms (META): ราคาหุ้นร่วงลง 6% แม้ว่ารายได้จะเติบโต แต่กำไรต่อหุ้นพลาดเป้าเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายทางกฎหมายมูลค่า $2.4 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้นักลงทุนกังวลอย่างแท้จริงคือการที่บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์รายจ่ายลงทุน (CapEx) สำหรับปี 2026 เป็น 1.30-1.45 แสนล้านดอลลาร์ และเพิ่มคาดการณ์ค่าใช้จ่ายรวมทั้งปี เพื่อเร่งลงทุนในฮาร์ดแวร์สำหรับ AI
- Teladoc Health (TDOC): หุ้นดิ่งลงอย่างรุนแรงถึง 24% หลังจากรายงานรายได้ในไตรมาส 2 ที่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปรับลดคาดการณ์รายได้สำหรับไตรมาส 3 และตลอดทั้งปี 2026 ลงอย่างมาก ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของ Wall Street อย่างมีนัยสำคัญ
- Qualcomm (QCOM): หุ้นปรับตัวลดลง 4% หลังจากรายงานกำไรต่อหุ้นในไตรมาส 3 ที่ $2.21 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อย นอกจากนี้ แนวโน้มกำไรในไตรมาส 4 ที่คาดการณ์ไว้ในช่วง $2.05-$2.25 ยังส่งสัญญาณถึงแรงกดดันด้านอัตรากำไรในธุรกิจชิปสำหรับโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นธุรกิจหลัก
Carvana: หุ้นร่วงสวนทางผลประกอบการ
หุ้น Carvana (CVNA) ร่วงลงถึง 14% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่สวนทางกับผลประกอบการไตรมาส 2 ที่มีรายได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แหล่งข่าวระบุว่าแรงเทขายอย่างหนักนี้มีสาเหตุมาจากการที่นักลงทุนขายทำกำไร (profit-taking) หลังจากที่ราคาหุ้นของบริษัทได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลมาแล้วก่อนหน้านี้
Read next
More on หุ้น
หุ้น Alphabet ทดสอบแนวรับสำคัญที่ 337 ดอลลาร์ ขณะที่รูปแบบธงหมีปรากฏขึ้น
หุ้นของ Alphabet (GOOGL) กำลังซื้อขายอยู่ใกล้ระดับแนวรับสำคัญที่ 337 ดอลลาร์ โดยการวิเคราะห์ทางเทคนิคชี้ให้เห็นถึงรูปแบบ "ธงหมี" ที่กำลังก่อตัว ซึ่งอาจส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงขาลงเพิ่มเติมหากระดับดังกล่าวถูกทะลุผ่าน

หุ้น SanDisk เข้าสู่โซนทางเทคนิคสำคัญ เนื่องจากรูปแบบขาลงปรากฏขึ้น
หุ้นของ SanDisk กำลังซื้อขายอยู่ในช่วงแคบๆ ระหว่างแนวรับและแนวต้านที่สำคัญ โดยการวิเคราะห์ทางเทคนิคชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการกลับตัวเป็นขาลงที่อาจเกิดขึ้น และความลังเลใจของนักลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น

หุ้น Apple แสดงสัญญาณขาลง ร่วงลงต่ำกว่าระดับทางเทคนิคสำคัญ
หุ้นแอปเปิล (AAPL) แสดงสัญญาณอ่อนตัวในระยะสั้นหลังจากปิดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สำคัญและเข้าสู่กลุ่มเมฆอิจิโมคุ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางเทคนิคที่บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนของตลาด ขณะนี้นักลงทุนกำลังจับตาดูระดับแนวรับที่สำคัญซึ่งอาจกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ต่อไปของหุ้น

หุ้น Equifax ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จากแรงกดดันด้านกฎระเบียบและความอ่อนแอของตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย
หุ้นของบริษัทจัดอันดับเครดิต Equifax ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ โดยได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ได้แก่ การตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับอำนาจในการกำหนดราคา และตลาดที่อยู่อาศัยที่อ่อนแอซึ่งเกิดจากอัตราดอกเบี้ยสูง