Story
ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซสั่นคลอนตลาดน้ำมัน ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นจุดสนใจของตลาดอีกครั้งในสัปดาห์นี้ หลังจากการตอบโต้ทางการทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม ท่าทีของตลาดที่ค่อนข้างสงบสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนอาจมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นความขัดแย้งที่จำกัดวง และคาดว่าจะนำไปสู่การเจรจาในท้ายที่สุดแทนที่จะเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียปะทุ
สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านเมื่อวันอังคาร พร้อมทั้งยกเลิกการผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งเป็นการตอบโต้ต่อการโจมตีเรือขนส่งสินค้าในช่องแคบหลายครั้งก่อนหน้านี้ ฝั่งเตหะรานได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะมีการปะทะกันอีกหลายระลอกในวันพุธและพฤหัสบดี
แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะกล่าวในตอนแรกว่าบันทึกความเข้าใจเพื่อยุติความขัดแย้งนั้น "จบสิ้นแล้ว" แต่ต่อมาก็ได้เสริมว่าเขาไม่คาดว่าจะเกิดสงครามเต็มรูปแบบ การตอบโต้ของอิหร่านแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซในเชิงยุทธศาสตร์ และทำให้นักลงทุนต้องพิจารณาว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ อาจกลายเป็นสภาวะปกติใหม่ (new normal) หรือไม่
ผลกระทบต่อตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลก
ความตึงเครียดดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์เมื่อวันพุธ ก่อนจะปรับตัวลดลงในวันถัดมา โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ยังคงซื้อขายต่ำกว่าระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สถานการณ์นี้สร้างความซับซ้อนให้กับตลาด โดยนักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างปัจจัยสองด้าน:
- อุปทานที่อาจหยุดชะงัก: การสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดนิ่งอีกครั้งในวันพฤหัสบดี ซึ่งอาจกระทบต่อแผนการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ที่ 188,000 บาร์เรลต่อวัน
- อุปทานล้นตลาดที่อาจเกิดขึ้น: หากการสัญจรกลับสู่ภาวะปกติ ตลาดอาจเผชิญกับภาวะอุปทานล้นตลาด เนื่องจากอุปสงค์ทั่วโลกดูเหมือนจะไม่แข็งแกร่งเท่าที่คาดการณ์ไว้
Adในขณะเดียวกัน สถานการณ์ในยุโรปตะวันออกก็ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานเช่นกัน โดยรัสเซียประกาศห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลเพื่อรองรับตลาดในประเทศ หลังจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยโดรนของยูเครน ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อตลาดดีเซลโลก
ความผันผวนในตลาดสินทรัพย์อื่น
ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่ผันผวนได้สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วโลก รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำเดือนมิถุนายนที่เปิดเผยเมื่อวันพุธ ระบุว่ากรรมการ "บางส่วน" เห็นถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในทันที ขณะที่หลายคนชี้ว่าแรงกดดันด้านราคามีลักษณะ "เป็นวงกว้างมากขึ้น"
ความกังวลดังกล่าวสะท้อนออกมาในตลาดพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ที่แตะระดับ สูงสุดในรอบ 30 ปี เมื่อวันพฤหัสบดี ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในวันศุกร์
ทางด้านตลาดหุ้น หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงมีความผันผวนสูง โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้เข้าสู่ภาวะตลาดหมี (bear market) ในช่วงสั้นๆ แม้ว่าหุ้น Samsung Electronics จะรายงานผลกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2 พุ่งขึ้นถึง 19 เท่าก็ตาม อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในธีม AI ยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนจากการที่หุ้น SK Hynix ของเกาหลีใต้สามารถระดมทุนในตลาดสหรัฐฯ ได้สูงกว่าเป้าหมายอย่างท่วมท้น
สำหรับสัปดาห์หน้า นักลงทุนจะจับตาข้อมูลสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายน และการเริ่มต้นฤดูกาลประกาศผลประกอบการของกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ ซึ่งจะให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจและตลาดการเงิน