Story
Nike: หุ้นพลิกฟื้นหรือกับดักนักลงทุน? ส่องปัจจัยบวก-ลบ หลังราคาร่วงหนัก

ราคาหุ้น Nike (NKE) ดิ่งลงอย่างรุนแรงเกือบ 45% จากจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 80.17 ดอลลาร์ มาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 44.05 ดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนต่างตั้งคำถามว่านี่คือโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นแบรนด์ระดับโลกที่กำลังจะพลิกฟื้น หรือเป็นเพียง "มีดที่กำลังร่วง" ซึ่งยังมีความเสี่ยงขาลงอีกมาก
แม้ผลประกอบการไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2026 จะสูงกว่าคาดการณ์ แต่ก็มีหมายเหตุสำคัญ เนื่องจากกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่รายงานที่ 0.72 ดอลลาร์นั้น ได้รวมรายการพิเศษจากการคืนภาษีมูลค่า 986 ล้านดอลลาร์ เข้าไว้ด้วย หากไม่นับรวมรายการดังกล่าว กำไรต่อหุ้นที่แท้จริงจะอยู่ที่เพียง 0.20 ดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่บริษัทกำลังเผชิญ
มุมมองบวก: โอกาสในการพลิกฟื้น
ฝ่ายที่มองว่าหุ้น Nike ยังมีอนาคต (Bull Case) เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่ยากจะหาใครเทียบได้ และประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 43 ปี พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของเงินปันผลติดต่อกัน 24 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงความยืดหยุ่นของโครงสร้างธุรกิจ
- การเติบโตในกลุ่มสินค้าหลัก: สินค้าในกลุ่มวิ่ง การฝึกซ้อม และกลุ่มสมรรถนะสูง (Performance) ยังคงขยายตัวในทุกภูมิภาค
- ศักยภาพการฟื้นตัวของกำไร: Bernstein ซึ่งคงคำแนะนำ "Outperform" พร้อมราคาเป้าหมาย 72 ดอลลาร์ มองว่าอัตรากำไรจะฟื้นตัวก่อนยอดขาย เนื่องจากบริษัทผ่านพ้นช่วงระบายสินค้าคงคลังจำนวนมากและมีการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น
- ปัจจัยกระตุ้นในอนาคต: งาน Investor Day ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16-17 พฤศจิกายนนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการนำเสนอทิศทางและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งอาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้
- มูลค่าที่น่าสนใจ: เมื่อพิจารณาจากประมาณการของปี ค.ศ. 2027 หุ้น Nike ซื้อขายที่อัตราส่วน EV/EBITDA ประมาณ 13.5 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ถูกที่สุดในรอบกว่าทศวรรษสำหรับบริษัทที่ยังคงมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 41%
ปัจจัยเสี่ยงและความท้าทาย
Adในทางกลับกัน ฝ่ายที่มองว่ายังมีความเสี่ยง (Bear Case) กังวลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสำคัญอย่างประเทศจีน
- ตลาดจีนที่อ่อนแอ: ยอดขายในจีนแผ่นดินใหญ่ลดลง 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ 1.3 พันล้านดอลลาร์ และยังคงสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับแบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Anta และ Li-Ning โดยผู้บริหารยอมรับว่า "ไม่คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอีก 6 เดือนข้างหน้า"
- กลุ่มไลฟ์สไตล์หดตัว: สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ซึ่งคิดเป็น 60% ของยอดขายทั้งหมดกำลังหดตัวลง โดยสินค้าคลาสสิกอย่าง Air Force 1 และ Dunks เป็นตัวฉุดรั้งผลประกอบการ และสินค้าใหม่ในกลุ่มนี้จะยังไม่เปิดตัวจนกว่าจะถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2027
- ยอดขายดิจิทัลลดลง: ยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัลลดลงถึง 26% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ากังวลเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค
- การแข่งขันที่รุนแรง: คู่แข่งอย่าง Adidas กำลังกลับมาแข็งแกร่ง โดยข้อมูลล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2026 ระบุว่าส่วนแบ่งตลาดรองเท้าของ Adidas เพิ่มขึ้นเป็น 19.2% จาก 16.0% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการชิงส่วนแบ่งมาจาก Nike โดยตรง
บทวิเคราะห์: จังหวะเวลาคือหัวใจสำคัญ
สถานการณ์ของ Nike ในปัจจุบันเป็นตัวอย่างคลาสสิกของ "เรื่องราวดี แต่ผิดจังหวะเวลา" แม้ในระยะยาวแบรนด์ Nike จะยังคงแข็งแกร่งและมีโอกาสกลับมาได้ แต่ในระยะสั้นบริษัทยังขาดปัจจัยกระตุ้นเชิงบวกที่ชัดเจน โดยมีแนวโน้มที่รายได้จะยังคงลดลงไปจนถึงไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2027
งาน Investor Day ในเดือนพฤศจิกายนจึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ในระหว่างนี้ ราคาหุ้นอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 40–48 ดอลลาร์ โดยมีตัวชี้วัดสำคัญคือยอดขายในจีนและช่วงเปิดภาคเรียน (Back-to-School) ที่จะบ่งชี้ทิศทางในระยะสั้น
Read next
More on หุ้น
FTC สั่งให้ Walmart, Uber และ Delta เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดราคาตามบุคคล
คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) เรียกร้องให้บริษัทขนาดใหญ่ 9 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทชั้นนำในธุรกิจค้าปลีก การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (gig economy) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการใช้ข้อมูลผู้บริโภคในการกำหนดราคาสินค้าและค่าจ้างรายบุคคล

Google เปิดตัวโมเดล AI Gemini 4 Carbon เพื่อเสริมศักยภาพด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
Google บริษัทในเครือ Alphabet ได้เปิดตัว Gemini 4 Carbon ซึ่งเป็นโมเดล AI รุ่นล่าสุดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง เช่น การตรวจจับช่องโหว่และการสร้างโค้ดที่ปลอดภัย การเปิดตัวครั้งนี้เป็นการเพิ่มการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ในตลาด AI สำหรับองค์กร

หุ้น Oracle พุ่งขึ้นหลังจากเปิดเผยเป้าหมายรายได้ 225 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับปี 2030
หุ้นของ Oracle พุ่งขึ้นอย่างมากหลังจากที่บริษัทได้นำเสนอแนวโน้มทางการเงินระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายรายได้ต่อปีอย่างน้อย 225 พันล้านดอลลาร์ภายในปีงบประมาณ 2030 ซึ่งขับเคลื่อนโดยธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังขยายตัว

แหล่งข่าวระบุว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบข้อตกลงซื้อกิจการ Hugging Face มูลค่า 12.9 พันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ท่ามกลางการสอบสวนด้านการผูกขาดทางการค้าในวงกว้าง
มีรายงานว่ากระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบแผนการเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์ม AI Hugging Face มูลค่า 12.93 พันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนการผูกขาดทางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการดำเนินงานในตลาดของบริษัทผู้ผลิตชิปรายนี้