Story
GEHC vs. Stryker: วิเคราะห์โอกาส Pairs Trade จากส่วนต่างมูลค่าหุ้นกลุ่มอุปกรณ์การแพทย์

Summary
GE HealthCare (GEHC) มีมูลค่าหุ้นที่ถูกกว่า Stryker (SYK) อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับกลยุทธ์ Pairs Trade ที่เดิมพันว่าส่วนต่างของราคาจะแคบลงในอนาคต
GE HealthCare Technologies (GEHC) และ Stryker Corp (SYK) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ต่างเผชิญกับวัฏจักรการจัดซื้อของโรงพยาบาลที่คล้ายคลึงกัน แต่กลับมีการประเมินมูลค่าหุ้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนต่างของมูลค่ามหาศาลนี้ได้สร้างสมมติฐานที่น่าสนใจสำหรับกลยุทธ์การลงทุนแบบ Pairs Trade
ช่องว่างด้านมูลค่าที่ชัดเจน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ Investing.com พบว่า GEHC ซื้อขายด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่ต่ำกว่า Stryker เกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นส่วนลดที่น่าจับตามองสำหรับบริษัทที่แยกตัวออกมาจาก GE เมื่อสามปีก่อนและกำลังปรับปรุงอัตรากำไรอย่างต่อเนื่อง ตลาดอาจยังคงตั้งแง่กับหุ้นที่มาจากการ Spin-off ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบัน
- P/E (12 เดือนล่าสุด): GEHC 14.5 เท่า เทียบกับ SYK 29.6 เท่า
- P/E (คาดการณ์ล่วงหน้า): GEHC 12.9 เท่า เทียบกับ SYK 18.6 เท่า
- EV/EBITDA: GEHC 10.5 เท่า เทียบกับ SYK 16.6 เท่า
- อัตราผลตอบแทนจากกระแสเงินสดอิสระ (FCF Yield): GEHC 5.5% เทียบกับ SYK 4.3%
- มูลค่าที่เหมาะสม (Fair Value Upside): Investing.com ประเมินว่า GEHC มีโอกาสปรับขึ้น +25.4% ขณะที่ SYK อยู่ที่ +10.9%
เหตุผลที่ Stryker มีมูลค่าสูงกว่า
แน่นอนว่า Stryker สมควรได้รับการประเมินมูลค่าที่สูงกว่า (Premium) ในระดับหนึ่ง เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคะแนน Piotroski Score ที่สมบูรณ์แบบ (9/9) ซึ่งบ่งชี้ถึงสุขภาพทางการเงินที่ยอดเยี่ยม อัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่า (~65% เทียบกับ ~40% ของ GEHC) และการเติบโตของรายได้ที่รวดเร็วกว่า
นอกจากนี้ Stryker ยังมีอัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (ROIC) ที่ 13.3% สูงกว่า GEHC ที่ 10.7% และมีประวัติการขึ้นเงินปันผลติดต่อกัน 16 ครั้ง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าบริษัทใดดีกว่ากัน แต่เป็นมูลค่าที่สูงกว่าถึง 2 เท่าเมื่อเทียบจาก P/E นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่กับอัตราการเติบโตที่สูงกว่าประมาณ 2.5 เท่า
Adปัจจัยหนุนของ GEHC และความเสี่ยงที่ต้องจับตา
สำหรับ GEHC มีปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่น่าสนใจ ทั้งการซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่องและการขึ้นเงินปันผล 3 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริหาร นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนจากกระแสเงินสดอิสระที่ 5.5% ยังสูงที่สุดในกลุ่ม และดัชนี RSI บ่งชี้ว่าหุ้นอยู่ในภาวะขายมากเกินไป (Oversold) หลังจากราคาปรับตัวลง -22.84% ตั้งแต่ต้นปี
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหลักที่ต้องจับตามองคือการที่นักวิเคราะห์ 13 รายได้ปรับลดคาดการณ์กำไรในรอบถัดไป ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นในระยะสั้น
แนวคิดกลยุทธ์ Pairs Trade
Pairs Trade เป็นกลยุทธ์ที่ไม่ขึ้นกับทิศทางตลาดโดยรวม (Market-Neutral) โดยนักลงทุนจะทำกำไรจากการที่ส่วนต่างของราคาสินทรัพย์คู่หนึ่งแคบลง ในกรณีนี้คือการเข้าสถานะซื้อ (Long) ในหุ้น GEHC และเข้าสถานะขาย (Short) ในหุ้น SYK โดยคาดหวังว่าหุ้น GEHC จะมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่า SYK ในเชิงเปรียบเทียบ
ปัจจัยที่จะทำให้ส่วนต่างนี้แคบลงอาจมาจากผลประกอบการของ GEHC ที่ดีกว่าคาด หรือผลประกอบการของ SYK ที่น่าผิดหวัง หรืออาจเกิดจากการที่นักลงทุนหมุนเวียนกลุ่มการลงทุนจากหุ้นเติบโต (Growth) อย่าง SYK ไปยังหุ้นคุณค่า (Value) อย่าง GEHC กลยุทธ์นี้จึงเป็นการเดิมพันกับความแตกต่างด้านมูลค่าโดยไม่ต้องเสี่ยงกับความผันผวนของตลาดหุ้นในภาพรวม
Read next
More on หุ้น
ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้น หลังเฟดส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินกดดันตลาด
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ลดลงและความหวังในการเจรจาในตะวันออกกลาง หลังจากที่ตลาดร่วงลงจากท่าทีสายเหยี่ยวของธนาคารกลางสหรัฐฯ

Holtec เลื่อนแผน IPO ในสหรัฐฯ มูลค่า 900 ล้านดอลลาร์ อ้างสภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย
Holtec Nuclear Corp. ระงับแผนการเสนอขายหุ้น IPO ในสหรัฐฯ ซึ่งตั้งเป้าระดมทุนสูงถึง 900 ล้านดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่าสภาวะตลาดในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย ตามรายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก

หุ้น Snap ดีดตัวขึ้นนอกเวลาทำการ ขานรับการเปิดตัวแว่นตา AR และพันธมิตรเทคโนโลยีรายใหญ่
ราคาหุ้น Snap Inc. ปรับตัวสูงขึ้น 2.5% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังบริษัทประกาศเปิดตัวแว่นตา AR รุ่นใหม่ พร้อมจับมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง Salesforce, Nvidia และ AWS เพื่อรุกตลาดองค์กร

ราคาทองคำร่วง หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย-ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบาย หนุนดอลลาร์แข็งค่า
ราคาทองคำปรับตัวลดลงหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยและส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและเพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่างทองคำ