Story
เงินเยนแข็งค่า หลังญี่ปุ่นส่งสัญญาณดึงกองทุนบำนาญยักษ์ใหญ่กลับมาลงทุนในประเทศ

Summary
ค่าเงินเยนพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากรายงานที่ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นอาจสนับสนุนให้กองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพิ่มการลงทุนในประเทศ ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐฯ ทรงตัวเพื่อรอข้อมูลเงินเฟ้อสำคัญในสัปดาห์หน้า
ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังมีรายงานว่ารัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนให้กองทุนบำนาญภาครัฐหันมาเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบแคบและมีแนวโน้มปิดบวกเล็กน้อยในรายสัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนประเมินทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน
เยนพุ่งแรงจากแผนปรับนโยบายกองทุนบำนาญ
การเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในวันศุกร์เกิดขึ้นหลังจาก ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง ประกาศว่ารัฐบาลโตเกียวกำลังสำรวจมาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อส่งเสริมให้กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาล (GPIF) เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ
GPIF เป็นกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยบริหารสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลถึง 293.6 ล้านล้านเยน ($1.81 ล้านล้าน) แนวโน้มที่เงินทุนจำนวนมากซึ่งเคยไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศจะถูกดึงกลับเข้ามาในประเทศ ได้สร้างอุปสงค์ต่อเงินเยนในเชิงโครงสร้างทันที ส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น โดยคู่สกุลเงิน USD/JPY ลดลง 0.4% สู่ระดับ 161.73 และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีปรับตัวลดลง 3.4%
การปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์นี้ถือเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีการที่ทางการญี่ปุ่นใช้เพื่อปกป้องค่าเงินของตน หลังจากที่ผ่านมาได้พยายามใช้วิธีการแทรกแซงตลาดโดยตรงและการเตือนด้วยวาจา ซึ่งมีประสิทธิผลจำกัดในการสกัดการอ่อนค่าของเงินเยน อันเนื่องมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางญี่ปุ่น
Adดอลลาร์ทรงตัว รอข้อมูลเงินเฟ้อชี้ทิศทาง
สำหรับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งวัดมูลค่าเมื่อเทียบกับตะกร้า 6 สกุลเงินหลัก ปรับตัวขึ้น 0.1% สู่ระดับ 100.96 และมีแนวโน้มปิดบวกเล็กน้อยที่ 0.1% สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ไม่แน่นอนกับความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ผันผวน
รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รอบเดือนมิถุนายนที่เปิดเผยในสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยยังคงมีความกังวลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
ขณะนี้นักลงทุนกำลังให้ความสำคัญกับข้อมูลเงินเฟ้อที่สำคัญของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์หน้า ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งจะบ่งชี้ทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในระยะต่อไป นักวิเคราะห์จาก Interactive Brokers ให้ความเห็นว่า "ตัวเลขเงินเฟ้อจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง" และตลาดจะจับตาดูว่าอัตราเงินเฟ้อจะสามารถชะลอตัวลงสู่กรอบ 2% ได้ภายในสิ้นปีหรือไม่