Story
หุ้นฟิวเจอร์สสหรัฐฯ ร่วง กังวลวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซก่อนเปิดฤดูงบ Q2

ดัชนีหุ้นฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในช่วงเช้าวันจันทร์ นำโดยดัชนี Nasdaq ที่ร่วงลงอย่างหนัก ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น และรายงานที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อตลาดในช่วงเวลาสำคัญ ก่อนที่ฤดูการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ข้อมูล ณ เวลา 05:45 น. ตามเวลาตะวันออก (ET) ดัชนี S&P 500 Futures ลดลง 0.25% และ Nasdaq 100 Futures ดิ่งลงถึง 0.9% ในทางกลับกัน Dow Jones Futures ขยับขึ้นเล็กน้อย 0.12%
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุ
สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) เปิดเผยว่าได้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติมในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่มีรายงานว่าอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเช่นกัน
ความสับสนในตลาดยิ่งเพิ่มขึ้นจากรายงานที่ขัดแย้งกัน โดยทางการอิหร่านระบุว่าได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการขนส่งเชิงพาณิชย์แล้ว แต่ Centcom ยืนยันว่าเส้นทางดังกล่าวยังคงเปิดอยู่ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันที สร้างความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป
หุ้นเทคโนโลยีเผชิญแรงกดดันหนัก
การร่วงลงอย่างหนักของดัชนี Nasdaq Futures บ่งชี้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีแนวโน้มจะเปิดตลาดอย่างยากลำบาก ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับแรงเทขายในตลาดหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปในเอเชียช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา
Ad- SK Hynix ของเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยราคาหุ้นดิ่งลงถึง 14% ในตลาดโซล
- การปรับตัวลงนี้เกิดขึ้นสวนทางกับการเปิดตัวอย่างร้อนแรงในตลาด Nasdaq เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งใบแสดงสิทธิ์ในหุ้น (ADR) ของบริษัทพุ่งขึ้นเกือบ 13%
การเทขายดังกล่าวสะท้อนถึงแรงทำกำไรและความกังวลของตลาดเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สูงเกินไป โดยนักลงทุนจะจับตาดูรายงานผลประกอบการจากบริษัทชิปยักษ์ใหญ่อย่าง ASML Holding และ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co (TSMC) ในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด
ฤดูงบไตรมาส 2 บทพิสูจน์สำคัญของตลาด
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกับการเริ่มต้นฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นบทพิสูจน์สำคัญสำหรับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง ว่ากำไรของบริษัทต่างๆ จะสามารถต้านทานผลกระทบจากสงครามและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นได้หรือไม่
สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของวอลล์สตรีทจะเป็นกลุ่มแรกที่รายงานผลประกอบการในวันอังคารนี้ นำโดย JPMorgan Chase, Bank of America, Goldman Sachs, Wells Fargo และ Citigroup ซึ่งนักลงทุนจะให้ความสำคัญกับมุมมองของผู้บริหารต่อความแข็งแกร่งของผู้บริโภคและคุณภาพสินเชื่อภายใต้ภาวะดอกเบี้ยสูง ก่อนที่บริษัทชั้นนำในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น Johnson & Johnson, UnitedHealth Group และ Netflix จะทยอยรายงานผลประกอบการตามมาในสัปดาห์