Story
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น หลังถ้อยแถลงเชิงรุกของวอร์ช ตลาดจับตาตัวเลขจ้างงาน

Summary
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และยูโรโซนปรับตัวสูงขึ้น หลังความเห็นของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางส่งสัญญาณการคงนโยบายการเงินที่เข้มงวด ทำให้นักลงทุนจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยในเร็วๆ นี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และยูโรโซนปรับตัวสูงขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยตลาดตราสารหนี้ได้รับแรงกดดันจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางระดับสูง ซึ่งลดความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะสั้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4.49% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อนโยบายการเงินระยะสั้น เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.177%
แรงกดดันในตลาดตราสารหนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณที่การประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในเมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ว่าแม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะลดลง แต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงมุ่งมั่นต่อเป้าหมายเสถียรภาพด้านราคาที่ 2% อย่างแน่วแน่ และระบุว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) จะ "ทำให้ผู้ที่คาดหวังการเปลี่ยนผ่านไปสู่นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างรวดเร็วต้องผิดหวัง"
การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนครั้งนี้ได้ขัดจังหวะการฟื้นตัวของตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับแรงหนุนจากการที่ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกปรับตัวลดลง และการขนส่งทางทะเลกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน
Adทิศทางของตลาดตราสารหนี้ในระยะสั้นขึ้นอยู่กับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งจะมีการเปิดเผยในไม่ช้า ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นมาตรวัดหลักสำหรับความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ หากตัวเลขออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมาพร้อมกับรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงที่ยังคงสูง ก็จะยิ่งสนับสนุนแนวทางการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานาน (higher-for-longer) ของเฟดต่อไป