Story
ราคาน้ำมันพุ่ง-หุ้นร่วงทั่วโลก หลังสหรัฐฯ และอิหร่านปะทะทางทหาร

Summary
ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการเผชิญหน้าทางทหารครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป ปรับตัวลดลงอย่างหนัก
ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในวันพุธ หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านมีการโจมตีตอบโต้ทางทหารครั้งใหม่ ซึ่งนับเป็นการยกระดับความตึงเครียดครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนที่แล้ว สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่าบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างทั้งสองประเทศได้ "สิ้นสุดลงแล้ว" ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปซื้อขายที่ระดับสูงกว่า 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความขัดแย้งครั้งล่าสุดปะทุขึ้นหลังจากเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นำไปสู่การโจมตีเป้าหมายในอิหร่านโดยกองทัพสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร ซึ่งกระตุ้นให้ฝ่ายอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาค นอกจากนี้ การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะยกเลิกการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาด
ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญกับความผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มหุ้นผู้ผลิตชิปที่ถูกเทขายอย่างต่อเนื่อง ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มชิปจำนวนมาก ได้เข้าสู่ภาวะตลาดหมี (bear market) อย่างเป็นทางการ หลังร่วงลงกว่า 20% จากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้เมื่อปลายเดือนมิถุนายน หุ้นของบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix ก็ปิดตัวลดลง เช่นเดียวกับดัชนี Nasdaq และดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ SOX ในตลาดสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงอย่างหนัก
Adนอกจากนี้ ตลาดยังจับตาสัญญาณแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลก โดยธนาคารกลางนิวซีแลนด์ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.5% เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์แข็งค่าขึ้น ขณะเดียวกัน นักลงทุนกำลังรอการเปิดเผยรายงานการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำเดือนมิถุนายน เพื่อประเมินทิศทางนโยบายในอนาคต