Story
หุ้น ‘Magnificent 7’ ตามหลัง S&P 500 ในปี 2026 จากแรงฉุดของ Microsoft และ Tesla

กลุ่มหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ ‘Magnificent 7’ กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญในปี 2026 โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปี (YTD) เพียง +3.7% ซึ่งต่ำกว่าดัชนี S&P 500 ที่ปรับตัวขึ้นถึง +9.92% อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมดังกล่าวซ่อนความแตกต่างอย่างสุดขั้วภายในกลุ่ม โดยผลการดำเนินงานที่ย่ำแย่ของ Microsoft และ Tesla ได้บดบังการเติบโตของหุ้นตัวอื่น
ผลการดำเนินงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ข้อมูลจาก Investing.com แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างภายในกลุ่ม ‘Magnificent 7’ ซึ่งสะท้อนว่าไม่ใช่ทุกบริษัทที่กำลังมีปัญหา แต่เป็นเรื่องราวของหุ้นเพียงไม่กี่ตัวที่ฉุดรั้งภาพรวม
- Apple (AAPL): +20.70%
- Alphabet (GOOGL): +16.89%
- Amazon (AMZN): +9.84% (ใกล้เคียงกับดัชนี)
- NVIDIA (NVDA): +9.71% (ใกล้เคียงกับดัชนี)
- Meta (META): +1.42%
- Tesla (TSLA): -14.15%
- Microsoft (MSFT): -18.64%
เมื่อคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (equal-weighted) ผลตอบแทนเฉลี่ยของกลุ่มอยู่ที่ประมาณ +3.7% ซึ่งต่ำกว่าดัชนี S&P 500 อยู่ราว 6 จุดเปอร์เซ็นต์
สองหุ้นยักษ์ใหญ่ตัวฉุด
Microsoft กลายเป็นตัวฉุดรั้งที่ใหญ่ที่สุด โดยราคาหุ้นลดลง -18.64% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นการเริ่มต้นครึ่งปีแรกที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 สาเหตุหลักมาจากการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายด้านทุน (CAPEX) สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ในปี 2026 ที่สูงถึง 1.9 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้มาก การลงทุนมหาศาลโดยที่ยังไม่เห็นผลกำไรในระยะสั้นได้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อหุ้นที่มีมูลค่าสูง
Adในขณะเดียวกัน Tesla เผชิญกับวิกฤตด้านอัตลักษณ์ของบริษัท ทำให้หุ้นร่วงลง -14.15% แม้ว่าบริษัทจะรายงานยอดส่งมอบรถยนต์ในไตรมาส 2 ที่เป็นสถิติใหม่ที่ 480,126 คัน แต่ราคาหุ้นกลับลดลง 6.6% หลังการประกาศข่าวดังกล่าว นอกจากนี้ คู่แข่งอย่าง BYD ยังสามารถทวงตำแหน่งผู้นำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ระดับโลกกลับคืนไปได้
ภาพใหญ่ของตลาด: การหมุนกลุ่มลงทุนและแรงกดดันจาก Fed
ปัจจัยมหภาคที่สำคัญคือท่าทีทางการเงินที่แข็งกร้าว (hawkish) ของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นเทคโนโลยีที่มีการประเมินมูลค่าสูง เมื่ออัตราคิดลด (discount rate) สูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตไกลซึ่งเป็นหัวใจของการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้จะถูกบีบอัดลงอย่างมาก
ขณะเดียวกัน การที่ดัชนี S&P 500 ยังคงทำผลงานได้ดี สะท้อนถึงการขยายตัวของตลาดในวงกว้างขึ้น โดยเม็ดเงินเริ่มหมุนเวียนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น การเงิน, การดูแลสุขภาพ, อุตสาหกรรม และพลังงาน ซึ่งในอดีตถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพของดัชนีโดยรวม แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดสำหรับผู้ที่ถือครองหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ก็ตาม
นักลงทุนกำลังจับตารายงานผลประกอบการของ Alphabet, Amazon และ Meta ที่จะประกาศในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI จะเริ่มสร้างผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่ หรือจะทำให้หุ้นกลุ่มนี้ยังคงมีผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าตลาดต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปี
Read next
More on หุ้น
FTC สั่งให้ Walmart, Uber และ Delta เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดราคาตามบุคคล
คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) เรียกร้องให้บริษัทขนาดใหญ่ 9 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทชั้นนำในธุรกิจค้าปลีก การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (gig economy) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการใช้ข้อมูลผู้บริโภคในการกำหนดราคาสินค้าและค่าจ้างรายบุคคล

Google เปิดตัวโมเดล AI Gemini 4 Carbon เพื่อเสริมศักยภาพด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
Google บริษัทในเครือ Alphabet ได้เปิดตัว Gemini 4 Carbon ซึ่งเป็นโมเดล AI รุ่นล่าสุดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง เช่น การตรวจจับช่องโหว่และการสร้างโค้ดที่ปลอดภัย การเปิดตัวครั้งนี้เป็นการเพิ่มการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ในตลาด AI สำหรับองค์กร

หุ้น Oracle พุ่งขึ้นหลังจากเปิดเผยเป้าหมายรายได้ 225 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับปี 2030
หุ้นของ Oracle พุ่งขึ้นอย่างมากหลังจากที่บริษัทได้นำเสนอแนวโน้มทางการเงินระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายรายได้ต่อปีอย่างน้อย 225 พันล้านดอลลาร์ภายในปีงบประมาณ 2030 ซึ่งขับเคลื่อนโดยธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังขยายตัว

แหล่งข่าวระบุว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบข้อตกลงซื้อกิจการ Hugging Face มูลค่า 12.9 พันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ท่ามกลางการสอบสวนด้านการผูกขาดทางการค้าในวงกว้าง
มีรายงานว่ากระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบแผนการเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์ม AI Hugging Face มูลค่า 12.93 พันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนการผูกขาดทางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการดำเนินงานในตลาดของบริษัทผู้ผลิตชิปรายนี้