Story

ศาลสหรัฐฯ สั่งพักคดีสหภาพแรงงานฟ้องสกัดแผนปลดพนักงาน CFPB ของรัฐบาลทรัมป์

ENTHMSVIIDZHZH-TWJAKOHI
Jul 12, 20261 min read
ใช้ AI ช่วย ตรวจโดยบรรณาธิการอ้างอิงจาก Investing.comตรวจสอบโดย TrustFinance
ศาลสหรัฐฯ สั่งพักคดีสหภาพแรงงานฟ้องสกัดแผนปลดพนักงาน CFPB ของรัฐบาลทรัมป์
Text size
Background

ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับการพิจารณาคดีที่สหภาพแรงงานยื่นฟ้องเพื่อสกัดกั้นแผนการของรัฐบาลทรัมป์ในการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน (CFPB) โดยการพิจารณาคดีจะกลับมาดำเนินต่อหลังจากที่วุฒิสภาตัดสินใจเกี่ยวกับการเสนอชื่อผู้อำนวยการคนใหม่

การตัดสินใจครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในคดีความที่ยืดเยื้อมานาน หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อควรเป็นผู้ตัดสินใจในแผนการเลิกจ้างดังกล่าว

รอการตัดสินใจของผู้อำนวยการคนใหม่

ตามเอกสารที่ยื่นต่อศาล ทั้งฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงานต่างเห็นตรงกันว่า หากวุฒิสภายืนยันการแต่งตั้ง นายไบรอัน จอห์นสัน อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ CFPB และผู้บริหารจาก Capital One เขาควรเป็นผู้มีอำนาจในการทบทวนและตัดสินใจว่าจะเดินหน้าแผนการเลิกจ้างพนักงานต่อไปหรือไม่

คำสั่งของผู้พิพากษา เอมี่ เบอร์แมน แจ็คสัน ระบุให้ทั้งสองฝ่ายต้องแจ้งต่อศาลภายในสองวันหากวุฒิสภาให้การรับรองนายจอห์นสัน การระงับคดีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้พิพากษาแจ็คสันพิจารณายกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่เธอเคยออกไว้เมื่อปีก่อนเพื่อห้ามไม่ให้มีการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก

Sample IUX Markets – In-articleAd

บริบทและผลกระทบ

CFPB ก่อตั้งขึ้นหลังวิกฤตการเงินปี 2008 เพื่อป้องกันการให้สินเชื่อที่ไม่เป็นธรรมและกำกับดูแลอุตสาหกรรมการเงินสำหรับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์วิจารณ์ว่าหน่วยงานนี้มีอำนาจเกินขอบเขตและสร้างภาระให้แก่ภาคธุรกิจ ขณะที่ผู้สนับสนุนแย้งว่าการลดทอนบทบาทของ CFPB จะเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของประชาชน

ภายใต้แผนการปรับลดกำลังคนที่เสนอเมื่อเดือนเมษายน จำนวนพนักงานของ CFPB จะลดลงเหลือเพียง 556 คน ซึ่งน้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนพนักงานเมื่อทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง โดยจะมีการลดตำแหน่งในฝ่ายบังคับคดีลง 80% และฝ่ายกำกับดูแลลง 85%

สำหรับนักลงทุน การเปลี่ยนแปลงผู้นำของ CFPB อาจส่งผลต่อทิศทางของกฎระเบียบในภาคการเงินสำหรับผู้บริโภค ซึ่งต้องจับตาดูนโยบายของผู้อำนวยการคนใหม่อย่างใกล้ชิดว่าจะผ่อนคลายหรือคงความเข้มงวดในการกำกับดูแลต่อไป

Back to latest news

LATEST