Story
หุ้นชิปสหรัฐฯ ฟื้นตัว ตามแรงหนุนตลาดเซมิคอนดักเตอร์จีนที่พุ่งขึ้นร้อนแรง

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดสหรัฐฯ ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันพฤหัสบดี หลังจากที่เผชิญแรงเทขายในช่วงต้นสัปดาห์ การดีดตัวครั้งนี้เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กลับมาอีกครั้ง หลังดัชนีหุ้นชิปของจีนพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง
ในช่วงก่อนเปิดตลาด หุ้นอย่าง Micron Technology, Intel, Coherent และ Marvell Technology ต่างปรับตัวขึ้นมากกว่า 3% ขณะที่ Applied Materials เพิ่มขึ้น 3.8% และ Advanced Micro Devices (AMD) ขยับขึ้น 2.2% ตามข้อมูลจาก Investing.com
แรงหนุนจาก IPO ยักษ์ใหญ่ในจีน
การฟื้นตัวของหุ้นชิปสหรัฐฯ ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการทะยานขึ้นของตลาดหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในจีน โดยดัชนี CSI Semiconductor Index ปิดตลาดพุ่งสูงขึ้นถึง 8.8%
แรงซื้อที่เข้ามาอย่างหนาแน่นเกิดจากความคาดหวังต่อการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ Changxin Memory Technologies (CXMT) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำชั้นนำของจีน โดยบริษัทตั้งเป้าระดมทุน 2.95 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 4.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งนี้ CXMT เป็นผู้ผลิตชิป DRAM รายใหญ่อันดับสี่ของโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 7.7% ในปีที่แล้ว
ฟื้นตัวหลังแรงเทขายจากกรณี Samsung
Adการดีดตัวกลับครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองวันหลังจากที่หุ้นกลุ่มชิปทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการที่หุ้นของ Samsung Electronics ปรับตัวลดลงอย่างน่าประหลาดใจ แม้ว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้จะรายงานผลประกอบการที่สูงกว่าคาดการณ์ก็ตาม
Samsung คาดการณ์ว่ากำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 จะอยู่ที่ 89.4 ล้านล้านวอน (ประมาณ 5.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าเกือบ 19 เท่า และสูงกว่าที่ LSEG SmartEstimate คาดการณ์ไว้ที่ 87.3 ล้านล้านวอน อย่างไรก็ตาม หุ้นกลับร่วงลง ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าข่าวดีดังกล่าวได้ถูกรับรู้ในราคาหุ้นไปแล้ว (priced in)
ความกังวลต่ออุปสงค์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
ปฏิกิริยาเชิงลบต่อผลประกอบการของ Samsung สะท้อนถึงคำถามในวงกว้างเกี่ยวกับความยั่งยืนของอุปสงค์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้หุ้นกลุ่มชิปทะยานขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วยังทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า อุปสงค์ในตลาดจะสามารถเติบโตทันกับระดับราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด