Story
ราคาน้ำมันพุ่ง 5% หลังความตึงเครียดปะทุจากเหตุโจมตีเรือในอ่าวฮอร์มุซ

Summary
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 5% ในวันอังคาร หลังจากมีรายงานการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง
ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 5% ในวันอังคาร ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง หลังมีรายงานการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซ โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ทะยานขึ้น 5.3% ไปอยู่ที่ 75.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 5.1% แตะระดับ 72.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
องค์กรการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่าได้รับแจ้งเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือ 2 ลำถูกโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิด และอีกลำถูกโจมตีด้วยโดรน อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ UKMTO ต้องยกระดับการเตือนภัยในภูมิภาคเป็นระดับ "รุนแรง" (severe)
เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศเพิกถอนใบอนุญาตทั่วไปที่อนุญาตให้มีการผลิตและจำหน่ายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของอิหร่าน สำนักข่าวต่างประเทศอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่กล่าวโทษว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ พร้อมระบุว่าเป็น "การกระทำที่ยอมรับไม่ได้" และจะมี "ผลที่ตามมา"
Adขณะที่กาตาร์และซาอุดีอาระเบียได้ออกมาประณามการโจมตีดังกล่าว โดยระบุว่าเรือบรรทุกน้ำมันของตนเป็นหนึ่งในเป้าหมาย เหตุการณ์ล่าสุดนี้สั่นคลอนข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวที่เพิ่งลงนามไปเมื่อเดือนที่แล้ว และเกิดขึ้นหลังจากที่เคยมีความตึงเครียดปะทุขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปลายเดือนมิถุนายนจากการโจมตีเรือที่นำไปสู่การตอบโต้ทางอากาศจากกองทัพสหรัฐฯ