Story
มูลค่าทรัพย์สิน Elon Musk วูบ 7 แสนล้านดอลลาร์ใน 5 สัปดาห์ หลังหุ้น SpaceX และ Tesla ดิ่งหนัก

Summary
ความมั่งคั่งของ Elon Musk ลดลงอย่างมหาศาลจากราคาหุ้น SpaceX ที่ร่วงลงเกือบ 50% นับตั้งแต่ทำ IPO และผลประกอบการไตรมาส 2 ที่น่าผิดหวังของ Tesla ซึ่งสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อทั้งสองบริษัท
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ Elon Musk ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยลดลงไปราว 7 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเพียง 5 สัปดาห์ ปัจจัยหลักมาจากการดิ่งลงอย่างหนักของราคาหุ้น SpaceX และ Tesla ซึ่งเป็นสองบริษัทเรือธงของเขา
หุ้นดิ่งจากปัจจัยลบซ้อน
หุ้นของ SpaceX (NASDAQ: SPCX) ซึ่งเพิ่งเข้าตลาดผ่านการทำ IPO ครั้งประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 ได้เผชิญกับการเทขายอย่างหนัก ราคาหุ้นซึ่งเคยพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ $225.64 ต่อหุ้นในวันที่ 16 มิถุนายน ได้กลับตัวอย่างรุนแรงและร่วงลงมาซื้อขายที่ $112.96 ซึ่งต่ำกว่าราคา IPO ที่ $135 และลดลงเกือบ 50% จากจุดสูงสุด
การร่วงลงของราคาหุ้นถูกกระตุ้นจากปัจจัยลบสำคัญสองประการ:
- การยกเลิกภารกิจ Starship: เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม การปล่อยจรวด Starship ต้องถูกยกเลิกเนื่องจากเครื่องยนต์ขัดข้อง ส่งผลให้หุ้น SPCX ร่วงลงกว่า 4% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ
- ผลประกอบการ Tesla ต่ำกว่าคาด: เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม Tesla (NASDAQ: TSLA) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่น่าผิดหวัง โดยมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ $0.33 ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ $0.50 กว่า 30% ส่งผลให้หุ้น TSLA ดิ่งลง 14.52% ในวันเดียว
ผลกระทบต่อความมั่งคั่งและตลาด
ข้อมูลจาก Bloomberg Billionaires Index ระบุว่า มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ Musk ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์ ในวันที่ 16 มิถุนายน เหลืออยู่ที่ประมาณ 7.38 แสนล้านดอลลาร์ ในวันที่ 23 กรกฎาคม อย่างไรก็ตาม แม้จะสูญเสียความมั่งคั่งไปมหาศาล Musk ยังคงเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ทิ้งห่างอันดับสองอยู่มาก
Adในขณะเดียวกัน การปรับตัวลงของหุ้น SpaceX ได้สร้างผลกำไรมหาศาลให้กับนักลงทุนที่ขายชอร์ต (short sellers) โดยมีรายงานว่านักลงทุนกลุ่มนี้ทำกำไรบนกระดาษไปแล้วประมาณ 1.55 หมื่นล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ Musk ยังคงกุมอำนาจควบคุมใน SpaceX อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วยสัดส่วนสิทธิออกเสียงถึง 82% ผ่านโครงสร้างหุ้นสองประเภท (dual-class)
ความเสี่ยงข้างหน้าและข่าวลือควบรวมกิจการ
อนาคตของ SpaceX ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง โดยมีเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ:
- 4 สิงหาคม: SpaceX จะรายงานผลประกอบการรายไตรมาสครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์
- 6 สิงหาคม: วันสิ้นสุดระยะเวลาห้ามขายหุ้นของกลุ่มผู้ลงทุนภายใน (Lockup Expiry) ซึ่งอาจมีการปลดล็อกหุ้นออกมาสู่ตลาดมากถึง 911.5 ล้านหุ้น
- การปล่อยจรวด Starship: ภารกิจทดสอบที่ถูกเลื่อนออกไปยังไม่มีกำหนดการที่แน่ชัด ซึ่งผลลัพธ์ของภารกิจนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยตรง
ท่ามกลางความท้าทาย Musk ได้ออกมาส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการระหว่าง Tesla และ SpaceX โดยกล่าวในการประชุมนักลงทุนว่าทั้งสองบริษัทมี "ส่วนที่ทับซ้อนกันมากขึ้นเรื่อยๆ" ซึ่งอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์ในอนาคต
Read next
More on หุ้น
ผลการวิเคราะห์พบว่า ธนาคาร Bank of America มีมูลค่าสูงกว่าธนาคารอื่นในกลุ่มเดียวกัน และมีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่ดีกว่า
จากการวิเคราะห์ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ พบว่า Bank of America มีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่เหมาะสมที่สุด โดยให้เหตุผลว่ามีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงมาก และมีแนวโน้มกำไรที่ดีขึ้น แม้ว่าจะมีจุดอ่อนทางเทคนิคอยู่บ้างก็ตาม

DaVoice ฟ้องร้อง Perplexity AI โดยกล่าวหาว่าขโมยความลับทางการค้าเกี่ยวกับคำสั่งปลุกเสียง (Wake Word)
บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ชื่อ DaVoice ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ต่อบริษัท Perplexity AI โดยกล่าวหาว่าบริษัทดังกล่าวได้นำเทคโนโลยีที่เป็นความลับสำหรับ "คำสั่งปลุก" ของผู้ช่วย AI ไปใช้โดยมิชอบ หลังจากที่ได้ร่วมมือกันระหว่างสองบริษัท

หุ้นของ Cenovus Energy ร่วงลงเนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองที่คลี่คลายลงส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ
หุ้นของ Cenovus Energy ร่วงลงเมื่อวันที่ 25 กันยายน หลังจากราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสาเหตุมาจากรายงานเกี่ยวกับการลดความตึงเครียดกับอิหร่านที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ของสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง

ปริมาณการซื้อขายออปชั่นของ Qualcomm มีแนวโน้มขาขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นกว่า 4.6%
นักลงทุนที่ซื้อขายออปชั่นแสดงความเชื่อมั่นอย่างมากในทิศทางขาขึ้นของหุ้น Qualcomm Inc. เนื่องจากปริมาณการซื้อขาย Call Option มีมากกว่า Put Option ในอัตราส่วนมากกว่าสี่ต่อหนึ่ง