Story
อิหร่านขยายการโจมตีรัฐอ่าวอาหรับ ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังปะทะเดือดกับสหรัฐฯ

สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียทวีความตึงเครียดถึงขีดสุดในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีตอบโต้กันอย่างหนักด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยอิหร่านได้ขยายเป้าหมายการโจมตีไปยังฐานทัพและสถานประกอบการของสหรัฐฯ ในหลายประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย พร้อมทั้งประกาศปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การปะทะขยายวงกว้างทั่วภูมิภาค
การโจมตีระลอกล่าสุดถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญทั้งในแง่ของความถี่และขอบเขต โดยอิหร่านได้โจมตีเป้าหมายในกาตาร์ ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งไม่เคยถูกโจมตีมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ยังมีรายงานการโจมตีฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ในจอร์แดน คูเวต และโอมาน
- กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงว่าได้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน กว่า 300 แห่ง ในช่วง 3 คืนที่ผ่านมา เพื่อลดทอนขีดความสามารถในการโจมตีเรือพาณิชย์
- ในขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าได้ทำลายศูนย์บัญชาการและโรงเก็บโดรนในจอร์แดน รวมถึงโจมตีฐานเรดาร์และระบบยิงจรวดของสหรัฐฯ ในคูเวต
ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นใหม่นี้ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ลงนามเมื่อเดือนที่แล้วตกอยู่ในความไม่แน่นอน โดยนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าคณะเจรจาของอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า "ยุคของข้อตกลงฝ่ายเดียวได้จบสิ้นลงแล้ว เราบอกคุณแล้ว: รักษาสัญญา มิฉะนั้นก็ต้องชดใช้"
สถานะช่องแคบฮอร์มุซยังสับสน
Adทางการอิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างถึง "การเคลื่อนไหวที่ผิดกฎหมายของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค" และระบุว่าเรือพาณิชย์ลำหนึ่งถูกยิงเตือนจนได้รับความเสียหาย ขณะที่อีกลำถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าว
กองทัพเรือสหรัฐฯ ยืนยันว่าการสัญจรทางเรือยังคงดำเนินต่อไปผ่านเส้นทางเดินเรือทางตอนใต้ที่ขยายเพิ่มเติมใกล้กับโอมาน แม้จะมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างรุนแรงก็ตาม โดยสหรัฐฯ ระบุว่า "อิหร่านไม่ได้ควบคุมช่องแคบ การจราจรยังคงดำเนินต่อไป"
ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก
ความขัดแย้งที่รุนแรงและการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนสงครามเคยเป็นเส้นทางขนส่ง น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 1 ใน 5 ของโลก ได้ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและยิ่งซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค นักลงทุนและตลาดการเงินกำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก