Story
หุ้น Intel พุ่งกว่า 5% ขานรับข่าวจีนผ่อนคลายนำเข้าชิป และมุมมองบวกจากนักวิเคราะห์

ราคาหุ้นของ Intel Corporation (INTC) พุ่งขึ้นอย่างโดดเด่น 5.5% สู่ระดับ 116.26 ดอลลาร์ ในการซื้อขายช่วงเช้าวันอังคาร ตามเวลาสหรัฐฯ การดีดตัวขึ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นตัวในวงกว้างของกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หลังจากเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงสองวันที่ผ่านมา
สัญญาณบวกจากจีนหนุนทั้งอุตสาหกรรม
ปัจจัยกระตุ้นหลักมาจากการรายงานข่าวที่ระบุว่า จีนมีแผนจะอนุญาตให้บริษัท AI ชั้นนำของประเทศสามารถสั่งซื้อชิปประมวลผลขั้นสูงรุ่น H200 ของ Nvidia ได้ในจำนวนจำกัด ข่าวดังกล่าวถูกตีความในตลาดว่าเป็นสัญญาณที่อาจบ่งชี้ถึงการผ่อนคลายท่าทีของรัฐบาลปักกิ่งต่อการนำเข้าเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ระดับสูงของสหรัฐฯ
นักลงทุนมองว่าพัฒนาการนี้อาจช่วยขยายอุปสงค์สำหรับฮาร์ดแวร์ AI ในระยะยาว ซึ่งส่งผลดีต่อบริษัทในกลุ่มทั้งหมด โดยหุ้นคู่แข่งอย่าง AMD และ Micron ก็ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน นอกจากนี้ ฝ่ายค้าหลักทรัพย์ของ Goldman Sachs ยังตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มเทคโนโลยีอยู่ในภาวะขายมากเกินไป (oversold) ในทางเทคนิค ซึ่งเปิดช่องให้มีการฟื้นตัว
ปัจจัยเฉพาะตัวของ Intel และมุมมองนักวิเคราะห์
Adนอกเหนือจากภาพรวมของอุตสาหกรรมแล้ว หุ้น Intel ยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ Frank Lee นักวิเคราะห์จาก HSBC ตัดสินใจปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของ Intel ขึ้นเป็นสองเท่า สู่ระดับ 200 ดอลลาร์ จากเดิม 100 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นราคาเป้าหมายที่สูงที่สุดในวอลล์สตรีทในขณะนี้
HSBC ให้เหตุผลของการปรับราคาเป้าหมายว่า มาจากการคาดการณ์การเติบโตของการส่งมอบ CPU สำหรับเซิร์ฟเวอร์ในปี 2026 และ 2027 รวมถึงการเริ่มประเมินมูลค่าให้กับธุรกิจรับจ้างผลิตชิป (Intel Foundry) เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ Intel ยังได้ยืนยันการปรับขึ้นราคาทั้งโปรเซสเซอร์สำหรับผู้บริโภคและสำหรับศูนย์ข้อมูล ซึ่งสะท้อนถึงภาวะอุปทานที่ตึงตัวและอุปสงค์ที่ยังคงแข็งแกร่งจากการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
สิ่งที่ต้องจับตา
การฟื้นตัวของราคาหุ้นในครั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งท่าทีของจีนที่ผ่อนคลายลง, มุมมองเชิงบวกจากนักวิเคราะห์, อำนาจในการกำหนดราคาของ Intel ท่ามกลางตลาดที่อุปทานขาดแคลน และการฟื้นตัวทางเทคนิคของกลุ่มอุตสาหกรรม นักลงทุนจะจับตาไปที่การประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปี 2026 ของ Intel ในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ เพื่อยืนยันว่าอุปสงค์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI นั้นส่งผลบวกต่อผลประกอบการทางการเงินของบริษัทอย่างแท้จริง