Story
หุ้น Intel ร่วงหนัก หลัง SK Hynix ทรุด-JPMorgan แนะเป็น 'Top Short Idea'

หุ้นของ Intel Corporation ดิ่งลงอย่างหนัก 4.6% มาอยู่ที่ 104.81 ดอลลาร์ในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ โดยได้รับแรงกดดันจากสองปัจจัยหลัก คือการเทขายหุ้นในกลุ่มผู้ผลิตชิปทั่วโลก และมุมมองเชิงลบจากนักวิเคราะห์ของ JPMorgan ที่เพิ่มความกังวลให้กับนักลงทุน
แรงเทขายลุกลามจากเกาหลีใต้
จุดเริ่มต้นของแรงเทขายมาจากหุ้นของ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ ที่ราคาร่วงลงกว่า 15% ในตลาดโซล ซึ่งเป็นการลดลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ การดิ่งลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศคาดการณ์ว่ากำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 ของ SK Hynix จะต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ประมาณ 8% เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยของชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) เติบโตช้ากว่าที่คาด
ผลกระทบดังกล่าวได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังตลาดหุ้นเอเชีย ยุโรป และสหรัฐฯ ฉุดให้หุ้นผู้ผลิตชิปรายอื่นๆ ปรับตัวลงถ้วนหน้า โดยดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 1.2% ขณะที่หุ้นชิปในยุโรปอย่าง ASML และ Infineon ก็ปรับตัวลงระหว่าง 1-2%
JPMorgan ชี้ราคาหุ้นสะท้อนข่าวดีไปแล้ว
แรงกดดันต่อหุ้น Intel เพิ่มขึ้นอีกเมื่อ JPMorgan ระบุให้หุ้นตัวนี้เป็นหนึ่งใน "top short idea" หรือหุ้นที่น่าสนใจสำหรับการขายชอร์ต ธนาคารให้เหตุผลว่าราคาหุ้นของ Intel ที่เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในปีนี้ ได้สะท้อนความคาดหวังเรื่องการฟื้นตัวของธุรกิจรับจ้างผลิต (foundry) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปล่วงหน้าแล้ว ทั้งที่ยังไม่ปรากฏเป็นผลประกอบการที่เป็นรูปธรรม
Adแม้ในวันเดียวกัน Intel จะประกาศการลงทุนมูลค่า 5 พันล้านยูโร (ประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์) เพื่อขยายโรงงานในไอร์แลนด์ แต่ข่าวดีดังกล่าวก็ไม่สามารถต้านทานแรงขายในภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมได้
ความท้าทายเฉพาะตัวและสิ่งที่ต้องจับตา
นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกแล้ว Intel ยังเผชิญกับความท้าทายเฉพาะตัวที่นักลงทุนกังวลอยู่ ซึ่งรวมถึง:
- ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกระบวนการผลิต 18A ที่คาดว่าจะยังไม่สามารถสร้างผลกำไรที่น่าพอใจได้จนถึงช่วงปลายปี 2026 หรือ 2027
- การแข่งขันที่รุนแรงจาก AMD ซึ่งล่าสุดสามารถทำรายได้จากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์แซงหน้า Intel ได้เป็นครั้งแรกในรอบไตรมาส
สถานการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นักลงทุนกำลังจับตารอผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของ Intel ซึ่งมีกำหนดจะประกาศในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะลดความเสี่ยงลงก่อนที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มของบริษัทและอุตสาหกรรม