Story
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จับตาข้อมูลเงินเฟ้อและผลประกอบการ Q2 สัปดาห์นี้

Summary
นักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังจับตาข้อมูลเงินเฟ้อที่สำคัญและการเริ่มต้นฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ซึ่งนำโดยกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายของเฟดและภาวะเศรษฐกิจ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่สัปดาห์สำคัญที่นักลงทุนจับตามองการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อและการเริ่มต้นฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดที่ยังคงซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา
สัปดาห์นี้จะเต็มไปด้วยการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยไฮไลต์อยู่ที่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายน ซึ่งจะประกาศในวันอังคาร ตามมาด้วยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในวันพุธ และข้อมูลยอดค้าปลีกในวันพฤหัสบดี
ข้อมูลเหล่านี้ โดยเฉพาะตัวเลข CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาพลังงานและอาหาร จะเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจสร้างแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องพิจารณานโยบายการเงินเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ หลังจากรายงานการประชุมครั้งล่าสุดส่งสัญญาณในเชิงคุมเข้ม (hawkish) มากขึ้น นอกจากนี้ นายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ มีกำหนดจะแถลงการณ์ต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกในสัปดาห์นี้ด้วย
ขณะเดียวกัน ฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น โดยกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น JPMorgan Chase, Goldman Sachs, Citigroup, Bank of America และ Wells Fargo จะรายงานผลประกอบการในวันอังคาร ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณเบื้องต้นสำหรับภาพรวมผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในวงกว้าง นอกจากนี้ยังมีบริษัทใหญ่อื่นๆ เช่น Netflix, BlackRock และ Johnson & Johnson ที่จะรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้เช่นกัน
ภาพรวมตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา
Adในสัปดาห์ที่แล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมปรับตัวขึ้น โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite เพิ่มขึ้นมากกว่า 1% แม้ว่าดัชนี Dow Jones Industrial Average จะปรับตัวลดลง 0.5% ก็ตาม
การปรับตัวขึ้นของตลาดได้รับแรงหนุนหลักจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Nvidia และ Meta Platforms ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นประมาณ 4% และ 6% ตามลำดับในวันศุกร์ ตลาดโดยรวมยังคงยืนหยัดได้แม้จะมีความผันผวนในกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และความตึงเครียดที่กลับมาปะทุขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
มุมมองของนักวิเคราะห์
นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันการเงินมองว่าการเติบโตของผลกำไรจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางตลาดหุ้นต่อไป อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการที่เฟดอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยกดดันในระยะสั้น
กระแสความนิยมในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นธีมหลักในการลงทุน แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ตลาดจะกระจุกตัวอยู่ในหุ้นไม่กี่กลุ่มมากเกินไป นักวิเคราะห์ยังคงจับตาดูว่าตลาดจะมีการหมุนเวียนการลงทุนไปยังกลุ่มอื่น ๆ (broadening) นอกเหนือจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือไม่ในช่วงครึ่งหลังของปี