Story
บิตคอยน์ร่วงต่ำกว่า 64,000 ดอลลาร์ ถูกกดดันจากความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน และแรงเทขายหุ้นเทคฯ

ราคาบิตคอยน์ (Bitcoin) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในวันอังคาร ท่ามกลางบรรยากาศการซื้อขายที่ผันผวน โดยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยลบสองประการ คือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น และแรงเทขายในตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกดดันตลาด
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังจากกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีตอบโต้อิหร่าน ภายหลังมีรายงานการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้การกระทำที่ก้าวร้าวของอิหร่าน
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 5% และสร้างความกังวลในตลาดการเงิน ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโทเคอร์เรนซี เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ
แรงเทขายหุ้นเทคฯ และสัญญาณบวกจาก ETF
นอกเหนือจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดคริปโทฯ ยังได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเกิดจากความกังวลของนักลงทุนว่าราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจปรับตัวสูงขึ้นเร็วเกินไป หลังจากที่ Samsung Electronics เปิดเผยผลประกอบการเบื้องต้น
Adอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะตลาดที่เป็นลบ ยังมีสัญญาณบวกจากฝั่งนักลงทุนสถาบัน โดยข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่า กองทุน Spot Bitcoin ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ มีกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 265.7 ล้านดอลลาร์ ในวันจันทร์ ซึ่งเป็นการไหลเข้าต่อเนื่องหลังจากมีเงินทุนไหลเข้า 221.7 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ถือเป็นการฟื้นตัวที่น่าจับตาหลังจากที่เคยมีเงินทุนไหลออกเกือบ 2.4 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน
ภาพรวมตลาดคริปโต
การปรับตัวลงของ Bitcoin ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในวงกว้าง สกุลเงินดิจิทัลทางเลือก (Altcoins) ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงตามกัน
- Ethereum (ETH) สกุลเงินดิจิทัลอันดับสองของโลก ลดลง 1.8% สู่ระดับ 1,773.32 ดอลลาร์
- XRP ลดลง 3.1% สู่ระดับ 1.1117 ดอลลาร์
- Solana (SOL) และ Cardano (ADA) ปรับตัวลง 2% และ 5.5% ตามลำดับ
นักลงทุนกำลังจับตารายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะเปิดเผยในวันพุธนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดการเงินโดยรวม