Story

ราคาน้ำมันพุ่งกว่า 3% หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ

ENTHMSVIIDZHZH-TWJAKOHI
Jul 13, 20261 min read
ใช้ AI ช่วย ตรวจโดยบรรณาธิการอ้างอิงจาก Investing.comตรวจสอบโดย TrustFinance
ราคาน้ำมันพุ่งกว่า 3% หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ
Text size
Background

ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 3% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ที่ตลาดเอเชีย หลังจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อภาวะอุปทานน้ำมันโลกหยุดชะงัก ภายหลังทางการเตหะรานประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ล่าสุด

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) สำหรับส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 3.2% มาอยู่ที่ 78.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งขึ้น 3.4% แตะระดับ 73.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นครั้งนี้เป็นผลโดยตรงจากการที่อิหร่านขยายการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนไปยังรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งรวมถึงกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ หลังจากมีรายงานว่าเรือพาณิชย์ลำหนึ่งถูกโจมตี อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของอิหร่าน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าการขนส่งเชิงพาณิชย์ผ่านเส้นทางดังกล่าวยังคงเปิดให้บริการภายใต้การคุ้มครองของกองทัพสหรัฐฯ

ผลกระทบต่อตลาดและอุปทานโลก

Sample IUX Markets – In-articleAd

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันดิบหลักของผู้ผลิตรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ การหยุดชะงักของเส้นทางนี้ แม้เพียงช่วงสั้นๆ ก็อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุปทานน้ำมันโลก

แม้สหรัฐฯ จะยืนยันความปลอดภัย แต่กิจกรรมการเดินเรือในพื้นที่ได้ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของตลาด

  • ความเสี่ยงด้านอุปทาน: การปิดช่องแคบที่ยืดเยื้ออาจทำให้ตลาดน้ำมันโลกตึงตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ผลกระทบต่อเอเชีย: โรงกลั่นในเอเชียซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่อาจถูกบีบให้ต้องหาแหล่งน้ำมันดิบทดแทน
  • ต้นทุนพุ่งสูง: ค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันภัยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวได้ทำให้ "ค่าพรีเมียมความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" (Geopolitical risk premium) กลับเข้ามามีบทบาทในตลาดน้ำมันอีกครั้ง หลังจากที่เคยลดน้อยลงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนกำลังจับตาดูท่าทีของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ รวมถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศต่างๆ อาจนำน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) ออกมาใช้หากวิกฤตการณ์เลวร้ายลง

Back to latest news

LATEST