Story
ดอลลาร์แข็งค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุ

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อวันอังคาร เนื่องจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ปัจจัยดังกล่าวได้บดบังแนวโน้มโยบายการเงินและกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของค่าเงินดอลลาร์ในขณะนี้
ความตึงเครียดหนุนอุปสงค์ดอลลาร์
ความกังวลในตลาดปะทุขึ้นหลังจากองค์กรการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่ามีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ โดย UKMTO ระบุว่าเรือ 2 ลำถูกโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิด และอีกลำถูกโจมตีด้วยโดรน
เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เพิกถอนใบอนุญาตสำคัญที่อนุญาตให้อิหร่านสามารถผลิตและจำหน่ายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้ สำนักข่าวรอยเตอร์และ Axios อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นการตอบโต้อิหร่านซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตี
สถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 5% ในวันอังคาร เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามและส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก
ผลกระทบต่อตลาดสกุลเงินหลัก
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (U.S. dollar index) ซึ่งวัดมูลค่าของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก 6 สกุล ปรับตัวขึ้น 0.2% สู่ระดับ 101.10 สะท้อนถึงสถานะของดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนเข้าถือครองในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน
Adในทางกลับกัน สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลง 0.3% มาอยู่ที่ $1.1411 แม้ว่าเยอรมนีจะเปิดเผยข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งเกินคาด แต่ก็ถูกบดบังด้วยมุมมองที่ระมัดระวังต่อเศรษฐกิจยูโรโซนจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
ขณะที่เงินเยนของญี่ปุ่นยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยคู่สกุลเงิน USD/JPY ซื้อขายใกล้ระดับ 162.10 ซึ่งเป็นระดับที่เยนอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนเฝ้าระวังความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงิน
นักลงทุนจับตานโยบายการเงินของเฟด
ก่อนหน้านี้ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดสกุลเงิน โดยรายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดได้ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงชั่วคราว
จากนี้ไป นักลงทุนจะจับตารายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเปิดเผยในวันพุธ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตของเฟด